ความรู้เกี่ยวกับการขี่จักรยานถูกกฎ

กองบิน 41 อนุญาติให้จักรยานผ่านได้เมื่อปี 2545

                    เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2544 ... อนุ เนินหาด ของเราแจ้งให้ที่ประชุมกรรมการชมรมฯ ทราบว่า ท่านผู้บังคับการกองบิน 41 นาวาอากาศเอก อานนท์ จารยะพันธุ์ ได้พิจารณาเห็นชอบให้คนเชียงใหม่ขอทำบัตรอนุญาตเดินทางผ่านกองบิน 41 ด้วยจักรยานได้แล้ว ผมได้ขอเข้าพบท่านเพื่อหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุญาตให้ผู้ใช้จักรยานผ่านกองบิน 41 เพิ่มเติมเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2544 จึงได้ทราบแนวความคิดของท่านเพิ่มเติมว่า กองบิน 41 นั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาวเชียงใหม่ และเห็นว่าการใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางนั้นเป็นเรื่องที่คนเชียงใหม่ช่วยกันลดมลพิษและประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี และทำให้ผู้ใช้จักรยานทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงอีกด้วย ตัวท่านผู้บังคับการเองขี่จักรยานทุกเช้า เพื่อออกกำลังกายและตรวจงานภายในกองบินไปในตัว การอนุญาตให้ผู้ใช้จักรยานเดินทางผ่านกองบิน 41 นั้นมี 2 ลักษณะคือ 1) เป็นหมู่คณะ และ 2) เป็นรายบุคคล

                   การขออนุญาตผ่านเป็นหมู่คณะนั้น ขอให้มีการติดต่อหรือแจ้งให้กองร้อยทหารสารวัตรทราบล่วงหน้าว่าคณะใดจะขอผ่านหรือเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อากาศยานวันใด เวลาใด ทางกองบินจะประสานงานมีทหารสารวัตรอำนวยความสะดวกให้แก่คณะผู้ขับขี่จักรยานผ่านหรือเยี่ยมชมตามวันเวลาที่ขอมาอย่างเต็มที่ แต่ในการขับขี่จักรยานผ่านกองบิน 41 เป็นรายบุคคลนั้น ได้มอบหมายให้หน่วยรักษาความปลอดภัย เตรียมออกบัตรอนุญาตรายบุคคลให้แก่ผู้ที่ขอใช้จักรยานเดินทางผ่าน โดยใช้แบบคำขออนุญาตพร้อมกับเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้ คือ สำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรข้าราชการ หรือบัตรประจำตัวนักเรียนถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์อายุมีบัตรประชาชน กับสำเนาทะเบียนบ้าน และรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 2 ใบ หลักฐานที่แนบการอนุญาตเป็นรายบุคคลดังกล่าวนั้น ทำให้กองบิน 41 มีประวัติบุคคลผู้ขออนุญาตให้สามารถติดตามดูแลด้านความมั่นคงได้ และในการออกบัตรอนุญาตผ่านทางแก่ผู้ใช้จักรยานนี้ ทางกองบิน 41 ยินดีดำเนินการให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดเพื่อสนับสนุนการใช้จักรยานลดมลพิษและสนับสนุนการประหยัดพลังงานเป็นพิเศษด้วย เมื่อจะขี่จักรยานผ่านเข้าไปผู้ได้รับอนุญาตต้องพร้อมแสดงบัตรอนุญาตให้ทหารรักษาการณ์ตรวจสอบได้เสมอ เพราะการอนุญาตนั้นเน้นการอนุญาตให้แก่บุคคลนั้นๆเป็นหลักจึงไม่ยินยอมให้ยืมใช้บัตรของผู้อื่นแทนกันด้วย แต่สามารถใช้รถจักรยานต่างคันได้ การงดผ่านทางสำหรับรถทุกชนิดจะมีบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อมีการรับเสด็จฯ หรือเมื่อมีการอารักขาบุคคลสำคัญแขกบ้านแขกเมือง การอนุญาตให้คนเชียงใหม่ขับขี่จักรยานผ่านกองบิน 41 ได้ ตั้งแต่ปีใหม่ 2545 เป็นหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ของกองทัพอากาศและของผู้บังคับการกองบิน 41 ท่านแรก..ที่แสดงวิสัยทัศน์อันน่านับถือหลายด้านให้เป็นที่ปรากฏ และต้องถือว่าเป็นการมอบของขวัญอันมีค่ายิ่งต่อการปรับเปลี่ยนค่านิยมในการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันแก่คนเชียงใหม่ และยังแสดงให้คนเชียงใหม่เห็นต่อไปอีกว่าถึงไม่มีทางจักรยานอย่างที่เรากำลังพยายามจะทำกัน แต่การเคารพกฎจราจรที่เคร่งครัดของผู้ที่ขับขี่ผ่านกองบิน 41 จะช่วยให้การสัญจรในถนนที่ผ่านนั้นปลอดภัยที่สุด แต่ลงทุนน้อยที่สุด ผมจึงถือโอกาสนี้แจ้งให้พี่น้องสมาชิกชมรมจักรยานทุกชมรมได้ทราบทั่วกัน พร้อมกับขอขอบคุณกองทัพ อากาศและท่านผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นอย่างสูง ไว้ในข้อเขียนนี้ด้วย ....... นิรันดร โพธิกานนท์

 

การขี่จักรยานเป็นขบวนไปทัศนศึกษา

การขี่จักรยานเป็นขบวนไปทัศนศึกษา

สำหรับครูและนักเรียน

ช่วงเวลาพฤศจิกายน-สิ้นกุมภาพันธ์ เชียงใหม่ปลอดฝนและอากาศไม่อบอ้าวแม้ในเวลาบ่าย โรงเรียนต่างๆที่เข้าร่วมกิจกรรมจักรยานเพื่อการเรียนรู้ในโครงการการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการใช้รถจักรยานในเชียงใหม่ กับชมรมจักรยานวันอาทิตย์เชียงใหม่..โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กำลังจัดทำกำหนดการพานักเรียนออกไปทัศนศึกษานอกโรงเรียนกันหลายแห่ง จึงถือโอกาสแนะนำเทคนิคการขับขี่และกติกามารยาทสำหรับการไปทัศนศึกษาสำหรับครูและนักเรียนด้วยกันอย่างอบอุ่นและปลอดภัย

ในระยะแรกที่ออกไปทัศนศึกษาด้วยจักรยานในระยะใกล้หรือไกล การขี่เป็นขบวนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม..ทำให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในเชียงใหม่รู้สึกว่านักเรียนหรือผู้ที่ร่วมขี่ทั้งหมดนั้นมีความน่ารักน่าเอ็นดู จะหยุดให้ทางแก่ขบวนด้วยความชื่นชมและเต็มอกเต็มใจ รวมทั้งอยากให้ลูกหลานของตนมีโอกาสเช่นนั้นด้วย และโรงเรียนที่นำไปทัศนศึกษาจะกลายเป็นแบบอย่างของโรงเรียนอื่นๆ จึงมีกติกาหรือกฎจราจรที่ควรปฏิบัติเมื่อขี่จักรยานเป็นกลุ่มหรือเป็นขบวนใหญ่ ดังต่อไปนี้

· เทคนิคการขับขี่ในขบวน

1) เตรียมพร้อมจักรยานให้เป็นขบวนเรียงหนึ่งหรือสองตั้งแต่ก่อนออก

2) ขึ้นคร่อมตัวถังจักรยาน มือจับแฮนด์ทั้งสองข้าง รอสัญญานออก

3) วางเท้าถนัดข้างหนึ่งบนบันไดปั่นระดับ ๓ หรือ ๙ นาฬิกาเพื่อเตรียมกดปั่น

4) เมื่อทุกคนพร้อมก็ออกตัวด้วยการกดเท้าลงบนบันไดพร้อมกับยกตัวถอยขึ้นนั่งบนอาน การออกตัวเช่นนี้ใช้ได้ดีในท้องถนนที่มีการจราจร ซึ่งต้องหยุดและไปในขณะเดินทางบ่อยๆ

5) ขณะจับแฮนด์ วางนิ้วที่ไม่ได้จับแฮนด์แตะอยู่บนคันเบรค..ให้พร้อมชะลอหรือหยุดได้ทันต้องการ ตลอด เวลาในขณะขับขี่

6) รักษาระยะห่าง ๑ ๑.๕ เมตรจากคันหน้าของเราอย่างสม่ำเสมอ(มีระยะเบรคปลอดภัยเพื่อชะลอ หรือไม่ให้จ่อชิดท้ายคันหน้าเกินไป..ขี่เร็ว ก็ห่างมาก ขี่ช้าก็ห่างน้อย ถ้าห่างมากเกินไปจะถูกรถอื่นหาจังหวะแซงและแทรกเข้ามาในขบวน ส่วนที่ถูกแซงจะรับไอเสีย หรือถูกบังไม่ เห็นขบวนส่วนหน้า และเสียขบวนได้เมื่อส่วนหน้าเปลี่ยนเส้นทาง)

7) ถ้าไปพร้อมกันทั้งห้องเรียน ๕๐ คน เป็นขบวนแถวตอนเรียงสอง ขบวนจะมี ๒๕ ตอนและยาวประมาณ (๒๔ x ๑.๕) + (๒๕ x ๒) = ๓๖ + ๕๐ = ๘๖ เมตร ซึ่งถือว่ายาวมาก

8) ถ้าไปพร้อมกัน ๑๐๐ คน(ในกรณีที่ชวนกันเอารถจักรยานจากบ้านมาร่วมใช้เองด้วย) ควรแบ่งออกเป็นสองขบวนเพื่อไม่ให้ยาวเกินไป ระหว่างขบวนห่างกันประมาณ ๒๐ เมตรเพื่อให้โอกาสรถของผู้ร่วมใช้ทางอื่นๆ หาจังหวะแซงขึ้นไปได้

· กติกามารยาทของการขี่จักรยานเป็นขบวน

1) ขี่ไม่เร็วเกินไป ด้วยความเร็วสม่ำเสมอทุกคน

2) ขี่เป็นขบวนแถวตอนเรียงหนึ่งหรือสองให้เหมาะกับความกว้างของถนน(ให้รถอื่นสวนได้ หรือแซง ได้โดยไม่เบียดแทรกเข้ามาร่วมอยู่ในแถวของขบวน)

3) ไม่ขับขี่แซงออก-แซงเข้าตัดหน้าเพื่อนด้วยกันเองในขบวน เพราะอันตรายจากการเฉี่ยวกันล้มเองเป็นพรวนในขบวนมีมากกว่าขับขี่ตามลำพัง

4) ขับขี่ตามกฎจราจร หยุดและขยับเข้าชิดกันเมื่อติดไฟแดง ครั้นไฟเขียวแล้วให้เร่งออกเพื่อให้ผ่านไฟเขียวได้ทั้งขบวน ถ้าถนนกว้างอาจต้องเว้นช่องให้รถเลี้ยวซ้ายผ่านไปได้ถ้ามีป้ายบอกให้รถเลี้ยวซ้ายไปได้ในขณะที่เรารอไฟเขียวเพื่อจะตรงไป

5) หากขบวนที่เหลือยังติดไฟแดงอยู่ ให้ส่วนที่พ้นไฟเขียวไปแล้วชะลอหรือไปหยุดรอข้าง หน้า เพื่อไปทันกันทั้งขบวนได้เหมือนเดิมและเกิดความอบอุ่นใจแก่ทุกคนที่ไปด้วยกัน

6) ต้องออกไปให้พ้นผิวทางจราจร..เมื่อไหร่ก็ตามที่จะหยุดรถ เพราะรถเสียหรือเพื่อรอคนอื่น ๆ และเมื่อเริ่มขี่ต่อไป ผู้ขี่จักรยานทุกคนจะต้องระวังและให้ทางแก่รถบนถนนก่อนจะขี่ออกไปในถนนเพื่อเดินทางต่อ

๐ ต้องรู้กัน(รู้คนและรู้ใจ)

1) ผู้นำทางหรือกำกับขบวนควรชี้แจงให้ทุกคนรู้เส้นทางที่จะไปยังจุดหมาย และรู้ว่าจะผ่านทางแยกและมีไฟจราจรอยู่ช่วงใด

2) กำหนดให้รู้กันว่าใครจะเป็นผู้ขับขี่นำทาง ใครอยู่ท้ายขบวนก่อนออกเดินทาง

3) ควรรู้ว่าใครอยู่หลังเรา และใครอยู่หน้าเราตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เพื่อดูแลกันและกัน

4) ทุกคนต้องรู้ใจกัน(จากการชี้แจงต่างๆก่อนออกขบวนในระยะแรกๆ)ว่าคนหน้าส่งสัญญานสื่อสารอะไร เช่นเมื่อจะเปลี่ยนเส้นทางจะให้สัญญานมือเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หยุด หรือให้สัญญานนิ้วพร้อมตะโกนบอกให้เรียงเดี่ยวเมื่อเข้าถนนแคบหรือเรียงสองเมื่อถนนกว้างขึ้น หรือบอกให้หลบหลุม สิ่งกีดขวาง หรือน้ำ..ด้านซ้ายหรือขวา รวมทั้งคอยฟังว่าคนตามหลังส่งข่าวอะไร(ยางรั่ว โซ่หลุด มีของตกหล่นหรือเกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ)

5) เมื่อขี่ตามทางโค้ง ถนนแคบ ๆ หรือขี่จักรยานเรียงกัน 2 คัน ผู้ที่ขี่อยู่หลังสุดควรจะบอกให้คนอื่น ๆ รู้ว่ามีรถมาด้านหลัง และผู้อยู่ด้านหน้าก็ต้องบอกเตือนถึงรถที่มาจากด้านหน้า..จะเป็นประโยชน์แก่ทั้งขบวนให้ระมัดระวังตัวได้ดีและมีความปลอดภัย

6) เมื่อเข้าใกล้ทางแยกที่มีเครื่องหมายให้ทางหรือหยุดผู้ขี่นำจะต้องให้สัญญานมือบอกให้ช้าลงหรือหยุด

******************

 

 

การดูแลให้ทางแก่ผู้ใช้จักรยานสำหรับผู้ขับรถยนต์

         การดูแลให้ทางแก่ผู้ใช้จักรยาน สำหรับผู้ขับรถยนต์         

ประชุมพร สัตโยภาส แปลจาก  “http://ohbike.org/handbook.html”

ประชุมพร สัตโยภาส แปลจาก  “http://ohbike.org/handbook.html”

(สาระเกี่ยวกับการใช้จักรยานอย่างปลอดภัยและถูกหลักวิธีการ สามารถติดตามดูได้ใน  www.cmcycling.org)

 

Jการขับตามรถจักรยาน  :  เมื่อพบผู้ขี่จักรยาน ให้ชะลอความเร็ว อย่าใช้แตร ปกติผู้ขี่จักรยานจะได้ยินเสียงรถที่เข้ามาใกล้และเสียงดัง ๆ อาจทำให้เขาตกใจและเกิดอุบัติเหตุได้ อย่าตามใกล้เกินไป   เพราะรถจักรยานอาจจะหยุดหรือเปลี่ยนทางไปซ้าย-ขวาได้เร็ว  จงเตรียมพร้อมเผื่อไว้ว่าผู้ขี่จักรยานอาจจะเบี่ยงรถเข้าใกล้เพื่อหลบสี่งกีดขวางบนถนน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรยานที่ขี่โดยเด็ก ๆ  อาจจะเปลี่ยนทางได้ง่าย ๆ           

Jการขับตามรถจักรยาน  :  เมื่อพบผู้ขี่จักรยาน ให้ชะลอความเร็ว อย่าใช้แตร ปกติผู้ขี่จักรยานจะได้ยินเสียงรถที่เข้ามาใกล้และเสียงดัง ๆ อาจทำให้เขาตกใจและเกิดอุบัติเหตุได้ อย่าตามใกล้เกินไป   เพราะรถจักรยานอาจจะหยุดหรือเปลี่ยนทางไปซ้าย-ขวาได้เร็ว  จงเตรียมพร้อมเผื่อไว้ว่าผู้ขี่จักรยานอาจจะเบี่ยงรถเข้าใกล้เพื่อหลบสี่งกีดขวางบนถนน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรยานที่ขี่โดยเด็ก ๆ  อาจจะเปลี่ยนทางได้ง่าย ๆ           

 J การแซงรถจักรยาน  : รอจนกระทั่งปลอดภัยจริง ๆ จึงจะแซง ควรจะมีช่วงห่างระหว่างรถยนต์ที่แซงกับจักรยานอย่างน้อย 1 เมตร (ประมาณ 3 ฟุต) และขับแซงเลนขวา  จนเห็นรถจักรยานคันนั้นทางกระจกมองหลังไกลแล้วจึงค่อยชิดซ้าย อย่าใช้แตรขณะแซง อย่าขับรถตีคู่กับผู้ขี่จักรยาน ควรชะลอความเร็วลงก่อนและแซงเมื่อมีช่องว่างให้แซงได้อย่างปลอดภัย

Jเลี้ยวซ้ายขวา รถจักรยานไม่จำเป็นจะต้องขี่อยู่ทางซ้ายสุดของถนนเสมอไป  ผู้ขี่จักรยานก็ต้องอยู่ในช่องทางที่ถูกต้องก่อนเลี้ยว  อย่าแซงแบบเลี้ยวตัดหน้ารถจักรยาน เพราะผู้ที่ขี่จักรยานเก่ง ๆ อาจจะขี่ด้วยความเร็วสูงถึง 30-45 กม./ชม. ทีเดียว อาจกลายเป็นการปาดหน้าจักรยานด้วยความประมาท 

J กฎสำหรับคนขับรถยนต์1. ปกติแล้วตามกฎจราจร รถจักรยานจะต้องขี่อยู่บนไหล่ทางที่ปูคอนกรีตหรือแอสฟัลท์ หรือด้านซ้ายสุดของช่องทางจราจร เมื่อทางนั้นกว้างพอสำหรับรถยนต์และจักรยาน อย่างไรก็ตาม บางสถานการณ์จักรยานก็อาจต้องมาอยู่ในช่องจราจรทางขวา เช่น- เมื่อจักรยานต้องแซงพาหนะอื่น ๆ ซึ่งแล่นไปในทางเดียวกันในสภาพจราจรหนาแน่นและวิ่งช้า- เมื่อจักรยานเตรียมจะเลี้ยวขวาเมื่อผิวจราจรไม่ปลอดภัย เช่น ถนนกำลังซ่อม, รถจอด, คนเดิน, สัตว์, หลุม, ขยะ,เศษแก้วเมื่อช่องทางจราจรแคบเกินกว่าจะให้รถยนต์และรถจักรยานใช้ร่วมกันได้ ให้ขับตามหลังจักรยานไปก่อน 2. จักรยานไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ช่องทางซ้ายสุดเสมอ เมื่อผู้ขี่จักรยานจะเปลี่ยนช่องทางเพื่อจะเลี้ยวขวา เขาก็ต้องขี่ในช่องทางเดียวกับยานพาหนะอื่น ๆ ซึ่งจะเลี้ยวไปทางเดียวกัน 3. ผู้ขับรถต้องขับตามผู้ขี่จักรยานเมื่อเตรียมจะเลี้ยวขวา อย่าขับรถตัดหน้ารถจักรยาน จักรยานอาจขี่ได้เร็วถึง 30-45 กม./ชม.4. เมื่อเลี้ยวขวาบนทางแยก ให้ระวังรถจักรยานที่ขี่สวนทางมา เช่นเดียวกับที่คุณต้องระวังรถยนต์คันอื่น ๆ5. อย่าบีบแตรใส่ดัง ๆ เมื่อขับรถเข้าใกล้รถจักรยาน อาจทำให้เขาตกใจและเกิดอุบัติเหตุได้6. ก่อนเปิดประตูรถให้ระวังเผื่อมีรถจักรยานแซงมาจากด้านหลังทางขวา7. ในสภาวะอากาศไม่ดี เช่น ฝนตก ให้ขับตามจักรยานห่างกว่าปกติและแซงในระยะห่าง เช่นเดียวกับที่คุณจะกระทำเมื่อแซงผ่านรถประเภทอื่น ๆ8. การแซงจักรยานให้ปลอดภัย ควรคำนึงถึงแรงลมจากรถคันใหญ่ ๆ อาจทำให้รถจักรยานถูกดูดเข้าใกล้รถได้ถึง 2-3 ฟุต ขึ้นอยู่กับความเร็วสัมพัทธ์ระหว่างพาหนะทั้ง 2 คันต้องแซงให้ห่างจักรยานอย่างน้อย 1 เมตร-  อย่าขับรถคู่ไปกับรถจักรยาน เมื่อจะแซงให้ชะลอความเร็วและเปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่นหรือใช้ช่องทางจราจรที่สวนมา หากมีรถสวนให้ขับตามจักรยานช้า ๆ จนกระทั่งไม่มีรถสวนจึงจะแซง9.ระวังการกระทำที่ไม่ได้คาดคิดจากเด็ก ๆ ที่ขี่จักรยาน อุบัติเหตุของเด็ก ๆ ที่ขี่จักรยานมักจะเป็นการขี่จักรยานพรวดพราดขึ้นถนนจากซอย หรือขึ้นมาจากข้างถนนโดยไม่ระวังหรือดูรถที่ขับผ่านไปมา10.เมื่อจะเลี้ยวรถผ่านสี่แยกให้ดูทางจราจรทั้ง 2 ทาง รถจักรยานอาจจะขี่สวนทางจราจรที่มีเกาะกลางถนนยาวมากและทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยให้ระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับสาเหตุหลักที่รถยนต์และจักรยานมักจะชนกัน คนขับรถที่เลี้ยวขวามักจะไม่มองหรือประเมินความเร็วของจักร        ยานที่สวนทางมาผิด  เมื่อจะเลี้ยวซ้ายคนขับรถยนต์ควรจะขับตามหรือนำหน้ารถจักรยานได้ไกลพอก่อนจะเลี้ยวโดยไม่ตัดหน้าจักรยาน  และ    สาเหตุของอุบัติเหตุอย่างที่สามก็คือ คนขับรถมักจะไม่หยุดหรือให้ทางแก่จักรยานที่มาตามทางเอก ณ ป้ายหยุดตามทางแยก   แท้จริงแล้วกฎจราจร   ทางเอก ทางโท ต้องใช้อย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยาน......................................

การดูแลให้ทางแก่ผู้ใช้จักรยาน สำหรับผู้ขับรถยนต์

 ประชุมพร สัตโยภาส แปลจาก “http://ohbike.org/handbook.html”

Q การขับตามรถจักรยาน : เมื่อพบผู้ขี่จักรยาน ให้ชะลอความเร็ว อย่าใช้แตร ปกติผู้ขี่จักรยานจะได้ยินเสียงรถที่เข้ามาใกล้และเสียงดัง ๆ อาจทำให้เขาตกใจและเกิดอุบัติเหตุได้ อย่าตามใกล้เกินไป เพราะรถจักรยานอาจจะหยุดหรือเปลี่ยนทางไปซ้าย-ขวาได้เร็ว จงเตรียมพร้อมเผื่อไว้ว่าผู้ขี่จักรยานอาจจะเบี่ยงรถเข้าใกล้เพื่อหลบสี่งกีดขวางบนถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรยานที่ขี่โดยเด็ก ๆ อาจจะเปลี่ยนทางได้ง่าย ๆ

Q การแซงรถจักรยาน : รอจนกระทั่งปลอดภัยจริง ๆ จึงจะแซง ควรจะมีช่วงห่างระหว่างรถยนต์ที่แซงกับจักรยานอย่างน้อย 1 เมตร (ประมาณ 3 ฟุต) และขับแซงเลนขวา จนเห็นรถจักรยานคันนั้นทางกระจกมองหลังไกลแล้วจึงค่อยชิดซ้าย อย่าใช้แตรขณะแซง อย่าขับรถตีคู่กับผู้ขี่จักรยาน ควรชะลอความเร็วลงก่อนและแซงเมื่อมีช่องว่างให้แซงได้อย่างปลอดภัย

Q เลี้ยวซ้ายขวา : รถจักรยานไม่จำเป็นจะต้องขี่อยู่ทางซ้ายสุดของถนนเสมอไป ผู้ขี่จักรยานก็ต้องอยู่ในช่องทางที่ถูกต้องก่อนเลี้ยว อย่าแซงแบบเลี้ยวตัดหน้ารถจักรยาน เพราะผู้ที่ขี่จักรยานเก่ง ๆ อาจจะขี่ด้วยความเร็วสูงถึง 30-45 กม./ชม. ทีเดียว อาจกลายเป็นการปาดหน้าจักรยานด้วยความประมาท

Q กฎสำหรับคนขับรถยนต์

1. ปกติแล้วตามกฎจราจร รถจักรยานจะต้องขี่อยู่บนไหล่ทางที่ปูคอนกรีตหรือแอสฟัลท์ หรือด้านซ้ายสุดของช่องทางจราจร เมื่อทางนั้นกว้างพอสำหรับรถยนต์และจักรยาน อย่างไรก็ตาม บางสถานการณ์จักรยานก็อาจต้องมาอยู่ในช่องจราจรทางขวา เช่น

- เมื่อจักรยานต้องแซงพาหนะอื่น ๆ ซึ่งแล่นไปในทางเดียวกันในสภาพจราจรหนาแน่นและวิ่งช้า

- เมื่อจักรยานเตรียมจะเลี้ยวขวา

- เมื่อผิวจราจรไม่ปลอดภัย เช่น ถนนกำลังซ่อม, รถจอด, คนเดิน, สัตว์, หลุม, ขยะ,เศษแก้ว

- เมื่อช่องทางจราจรแคบเกินกว่าจะให้รถยนต์และรถจักรยานใช้ร่วมกันได้ ให้ขับตามหลังจักรยานไปก่อน

2. จักรยานไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ช่องทางซ้ายสุดเสมอ เมื่อผู้ขี่จักรยานจะเปลี่ยนช่องทางเพื่อจะเลี้ยวขวา เขาก็ต้องขี่ในช่องทางเดียวกับยานพาหนะอื่น ๆ ซึ่งจะเลี้ยวไปทางเดียวกัน

3. ผู้ขับรถต้องขับตามผู้ขี่จักรยานเมื่อเตรียมจะเลี้ยวขวา อย่าขับรถตัดหน้ารถจักรยาน จักรยานอาจขี่ได้เร็วถึง 30-45 กม./ชม.

4. เมื่อเลี้ยวขวาบนทางแยก ให้ระวังรถจักรยานที่ขี่สวนทางมา เช่นเดียวกับที่คุณต้องระวังรถยนต์คันอื่น ๆ

5. อย่าบีบแตรใส่ดัง ๆ เมื่อขับรถเข้าใกล้รถจักรยาน อาจทำให้เขาตกใจและเกิดอุบัติเหตุได้

6. ก่อนเปิดประตูรถให้ระวังเผื่อมีรถจักรยานแซงมาจากด้านหลังทางขวา

7. ในสภาวะอากาศไม่ดี เช่น ฝนตก ให้ขับตามจักรยานห่างกว่าปกติและแซงในระยะห่าง เช่นเดียวกับที่คุณจะกระทำเมื่อแซงผ่านรถประเภทอื่น ๆ

8. การแซงจักรยานให้ปลอดภัย ควรคำนึงถึง

- แรงลมจากรถคันใหญ่ ๆ อาจทำให้รถจักรยานถูกดูดเข้าใกล้รถได้ถึง 2-3 ฟุต ขึ้นอยู่กับความเร็ว

สัมพัทธ์ระหว่างพาหนะทั้ง 2 คัน

- ต้องแซงให้ห่างจักรยานอย่างน้อย 1 เมตร

- อย่าขับรถคู่ไปกับรถจักรยาน เมื่อจะแซงให้ชะลอความเร็วและเปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่นหรือใช้ช่องทางจราจรที่สวนมา หากมีรถสวนให้ขับตามจักรยานช้า ๆ จนกระทั่งไม่มีรถสวนจึงจะแซง

9. ระวังการกระทำที่ไม่ได้คาดคิดจากเด็ก ๆ ที่ขี่จักรยาน อุบัติเหตุของเด็ก ๆ ที่ขี่จักรยานมักจะเป็นการขี่จักรยานพรวดพราดขึ้นถนนจากซอย หรือขึ้นมาจากข้างถนนโดยไม่ระวังหรือดูรถที่ขับผ่านไปมา

10. เมื่อจะเลี้ยวรถผ่านสี่แยกให้ดูทางจราจรทั้ง 2 ทาง รถจักรยานอาจจะขี่สวนทางจราจรที่มีเกาะกลางถนนยาวมากและทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อย

ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับสาเหตุหลักที่รถยนต์และจักรยานมักจะชนกัน คนขับรถที่เลี้ยวขวามักจะไม่มองหรือประเมินความเร็วของจักร

ยานที่สวนทางมาผิด เมื่อจะเลี้ยวซ้ายคนขับรถยนต์ควรจะขับตามหรือนำหน้ารถจักรยานได้ไกลพอก่อนจะเลี้ยวโดยไม่ตัดหน้าจักรยาน และ

สาเหตุของอุบัติเหตุอย่างที่สามก็คือ คนขับรถมักจะไม่หยุดหรือให้ทางแก่จักรยานที่มาตามทางเอก ณ ป้ายหยุดตามทางแยก แท้จริงแล้วกฎจราจร

ทางเอก ทางโท ต้องใช้อย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยาน

......................................

ขี่จักรยานบนถนนอย่างไร

จะขี่จักรยานบนถนนอย่างไร

(How to ride in traffic)

                                               ประชุมพร สัตโยภาส...แปลจาก “http://www.gov.edmonton.ab.ca/transportation_streets/transport_planning/bicycle/bicycle_safety.html”

ขี่ตรงไหน

        ตามกฎจราจร ผู้ที่ขับขี่ช้า ๆ จะต้องอยู่ทางซ้ายสุดและจะต้องให้ทางแก่พาหนะที่เร็วกว่า เพื่อความปลอดภัย ผู้ขี่จักรยานจึงควรจะขี่อยู่ใกล้ขอบถนนด้านซ้ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เว้นแต่เมื่อต้องการจะเลี้ยวขวา หรือเมื่อขี่ด้วยความเร็วสูงกว่าพาหนะอื่น

เมื่อจะไปทางตรง

        ขี่เป็นเส้นตรงห่างจากขอบถนน ประมาณ ½ เมตร เพื่อกันอันตรายจากขอบถนนและใช้เลนซ้าย

เมื่อมีรถจอด

        ให้ขี่เป็นเส้นตรงห่างจากที่จอดรถประมาณ 1 เมตร เผื่อเวลาประตูรถเปิด อย่าขี่เข้า ๆ ออก ๆ ตามแนวระหว่างรถที่จอดอยู่ ให้ขี่เป็นเส้นทางตรง ๆ

การครองถนน

        เมื่อถนนแคบกว่าที่จะให้จักรยานและรถยนต์ใช้ร่วมกัน จะต้องขี่จักรยานกลางถนน การครองถนนจะปลอดภัยกว่าขี่ใกล้ ๆ ขอบถนน เพราะหากผู้ขี่จักรยานขอบถนน คนขับรถยนต์อาจจะพยายามแซงแม้ว่าทางจะแคบ บนถนนซึ่งใช้ความเร็วสูง ไม่ควรจะใช้วิธีขี่จักรยานกลางเลนแม้ว่าทางจะแคบ

ทางแยก

        ตามสถิติจะเห็นว่าอุบัติเหตุที่เกิดกับจักรยานโดยมีรถยนต์มาเกี่ยวข้อง มักจะเกิดตามทางแยก ผู้ขี่จักรยานต้องปฏิบัติตามเครื่องหมายและสัญญาณจราจร กฎ 4 ข้อเพื่อให้ข้ามทางแยกได้ปลอดภัย คือ

1.    ระวังรถที่เลี้ยวข้ามทางที่คุณใช้ และพร้อมที่จะหลบ

2.    พยายามเข้าสู่ทางแยกข้างก่อนหรือข้างหลังรถยนต์ อย่าแซงซ้าย ถ้าคุณเข้าทางแยกข้าง ๆ รถยนต์ อาจจะมองไม่เห็นสัญญาณเลี้ยวของรถนั้นและคนขับรถอาจจะมองไม่เห็นจักรยาน

3.    ดูสัญญาณจราจรให้ดีและพร้อมที่จะหยุดถ้าหากคุณยังไม่ได้เข้าทางแยก

4.    ต้องระวังคนข้ามถนนเมื่อขี่รถผ่านทางม้าลาย

๐ การเลี้ยวขวา

        วิธีเลี้ยวขวา 3 วิธีที่ควรทำ

1.    ใช้ทางม้าลาย จูงจักรยานข้ามทางม้าลาย นักจักรยานที่เก่ง ๆ ก็ใช้วิธีนี้ในบางคราว ขึ้นกับสภาพการจราจร

2.    ขี่จักรยานข้ามทางแยกไป ลงจากจักรยานแล้วหันหัวจักรยานกลับ แล้วขี่ไปทางที่ต้องการ

        3. เลี้ยวไปตามกระแสการจราจร ปกติวิธีนี้จะสะดวกที่สุด

            นอกจากเมื่อการจราจรติดขัด จะไม่สามารถเข้าไปสู่ตำแหน่งที่ปลอดภัยก่อนที่จะเลี้ยว ต้องให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวาและเข้าไปอยู่ในเลนขวาสุดก่อนจะเลี้ยว ห้ามเลี้ยวขวาจากทางซ้ายสุดของถนนเป็นอันขาด

 

LOGO GWF logo tcc logo rabn logo SSS