สาระเทคนิคการขับขี่-การใช้จักรยาน

การพิชิตความกลัว..เมื่อขี่จักรยานไปไหนๆ

การพิชิตความกลัวเมื่อคิดจะขี่จักรยานไปไหน ๆ ให้ปลอดภัย

.... สามปอย  ดอยคำ

            เราเคยมีการพูดคุยกันมากในการประชุมระดมความคิดเห็นกันเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อชวนกันขี่จักรยาน  โดยเฉพาะเมื่อท่านนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ นายบุญเลิศ  บูรณุปกรณ์ ได้เข้ามาร่วมกับพนักงานของเทศบาล เชิญชวนคนเชียงใหม่ในเขตเทศบาลร่วมกันขี่รถถีบไปทำงานกันทุกวันพุธตั้งแต่วันที่ 12  ธันวาคม 2544 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันลดมลพิษให้อากาศสดใส  ได้ประหยัดพลังงาน และเป็นการแก้ปัญหาจราจรติดขัดไปในตัว 

            หลายๆ คนที่เคยขี่รถถีบได้..แต่เลิกขี่มานานแล้วเป็น 10 กว่าปีเพราะใช้รถยนต์มานาน มีความรู้สึกกลัวที่จะขี่รถถีบออกถนนในวันนี้ เพราะเห็นรถยนต์วิ่งกันเต็มถนนและบางคันก็ขับกันเร็วมาก..จนเกิดเป็นข้อสรุปไว้ในใจว่า แม้เราขี่รถถีบดี..แต่รถอื่นก็ชนเราได้ จริงๆ แล้วคนที่เผลอขับรถยนต์ไม่ดีในบางครั้ง..และเคยเฉียดผู้อื่นมาก่อนแล้ว จะยิ่งกลัวถูกชนมากกว่าคนทั่วไปเพราะคิดว่าคนอื่นนั้นก็อาจจะเผลอเหมือนตัวเขาเองเหมือนกัน ความรู้สึกกลัวที่เกิดจากจินตนาการนี้เป็นปกติธรรมดาของคนส่วนหนึ่ง  แต่ผมอยากบอกว่าความรู้สึกกลัวกับความไม่ปลอดภัยเป็นคนละเรื่องกัน 

ความกลัวเกิดจากการนึกถึงภาพของโอกาสที่อาจถูกรถอื่นที่ขับเร็วชนเอาเอง   แต่ความกลัวจะหายไปหรือเราเอาชนะมันได้..เมื่อเราทดลองฝึกขี่รถถีบครั้งใหม่เป็นขั้นเป็นตอน  นั่นคือควรเริ่มฝึกขี่ในถนนที่ปลอดรถยนต์ให้เกิดความคุ้นเคยกับรถถีบที่มีอยู่..จนสามารถบังคับมันให้วิ่งเป็นเส้นตรงได้นิ่งทั้งรถทั้งใจ  ขั้นต่อไปก็ฝึกใช้มือให้สัญญานเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามกฎจราจรให้รถนิ่งอย่างมีสมาธิได้ในขณะขับขี่มือเดียวทั้งซ้ายและขวาช่วงสั้นๆ  รวมทั้งฝึกการฟังเสียงรถต่างๆ ที่มาจากด้านหลัง และทดลองใช้มือโบกขึ้นลงข้างลำตัวด้านขวา..เพื่อให้สัญญานรถที่ตามมาข้างหลังในถนนที่ค่อนข้างแคบลดความเร็วลงหรือเบี่ยงห่างออกไป..พร้อมกับสังเกตุผลการปฏิบัติการทางจิตวิทยาของเรานั้นด้วย   เมื่อเริ่มฝึกดังที่กล่าวมานี้ในถนนที่มีรถยนต์มากขึ้นบ้างแล้ว จะมีประสบการณ์ด้วยตนเองว่า..รถยนต์ส่วนใหญ่ต่างก็ระวังตัวหรือไม่ค่อยอยากเข้าใกล้รถถีบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  แต่ใครที่ขับรถยนต์ดีอยู่แล้วจะมีทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น..เข้าใจว่าคนอื่น ๆ ก็มีความระวังเหมือนเราที่ไม่อยากขับชนใครนั่นเอง  การฝึกฝนถึงขั้นนี้ทำให้เราหายกลัวหรือเลิกกลัวไปได้อย่างไม่รู้ตัว แต่คนใกล้ชิดที่ไม่ได้ขี่กับเรายังคงกลัวหรือเป็นห่วงเราอยู่เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง  คนรู้จักกันหลายคนเปลี่ยนแปลงไปได้จริง ๆ จนตัวเขาเองก็นึกไม่ถึง  และพูดอยู่บ่อยๆ ว่าที่หันมาขี่จักรยานได้ก็เพราะผมนี่แหละ  ส่วนความปลอดภัยนั้นจะมีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการขับขี่ของเราเองเป็นหลัก  ใครที่เอาชนะความกลัวได้แล้วแต่ให้ความประมาทครอบงำ ขาดความระวัง ชอบขี่โลดโผน  ฉวัดเฉวียน หรือชอบเสี่ยงเอาม่วนเอามัน พุ่งออกสู่ทางแยกก่อนดูรถอื่นในทางเอก ไม่เคารพหรือยึดถือกฎจราจร..ก็จะเฉียดหรือเจอกับเหตุอันตรายได้ เพราะตัวเองเป็นเหตุ   จึงขอสรุปว่าความกลัวนั้นเป็นสัญชาติญานที่แก้ไขได้..ด้วยการฝึกฝนตนเองในการขี่รถถีบจริง ๆ และควรเริ่มฝึกขับขี่ในถนนครั้งแรกเป็นกลุ่มกับคนที่ขับขี่ดีเป็นตัวอย่างเสียก่อน ส่วนความปลอดภัยจะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความไม่ประมาทและการขับขี่ตามกฎเป็นที่ตั้ง.

 

การเลือกซื้อจักรยาน

pdf การเลือกซื้อจักรยาน

ขี่จักรยานอันตรายมากจริงหรือ?

                      ขี่จักรยาน..อันตรายมากจริงรือ ?                     

.... เฉลิมพล  แซมเพชร

เมื่อมีการตั้งคำถามว่า ทำไมถึงไม่ใช้จักรยานหรือขี่จักรยานในชีวิตประจำวันบ้างเมื่อมีโอกาส? คนส่วนมากก็จะตอบว่ามันมีอันตรายเกินไป ไม่ค่อยสะดวก และร้อนก็เป็นคำตอบที่มีเหตุผลรับฟังได้ แต่อย่างไรก็ตาม หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าการขี่จักรยานนั้นมีอันตรายถึงตาย หรือบาดเจ็บและเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่าคนเดินถนน และน้อยกว่าการขับขี่หรือเป็นผู้โดยสารรถยนต์เสียอีก

ถ้าเปรียบเทียบกันต่อหนึ่งหน่วยเวลา(ชั่วโมง) ที่ใช้ในการเดินทาง ตามรายงานผลการวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่า เด็กที่ขี่จักรยานจะเกิดอุบัติเหตุมากกว่าผู้ใหญ่หรือผู้ที่ขี่จักรยานเป็นประจำ กล่าวคือ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเด็กเฉลี่ย 720 ครั้งต่อ 1 ล้านชั่วโมงของการขี่จักรยาน ในขณะที่เกิดขึ้นกับนักขี่จักรยานประจำเฉลี่ยเพียง 66 ครั้งต่อ 1 ล้านชั่วโมง จะเห็นว่ามีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นน้อยมาก และที่เกิดขึ้นกับเด็กมาก เป็นเพราะว่าเด็กไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด  อย่างไรก็ตามก็มิได้หมายความว่าการขี่จักรยานนั้นจะปลอดภัย  แต่ถ้าพิจารณาดูจากค่าเฉลี่ยดังกล่าวแล้วก็น่าจะปลอดภัยทีเดียว แต่ในค่าเฉลี่ยนั้นถ้าหากพิจารณาเป็นรายบุคคลแล้ว บางคนอาจโชคร้ายถึงกับเสียชีวิต บางคนประสบอุบัติเหตุหลายครั้ง..รุนแรงบ้าง-เบาบ้าง และเกิดขึ้นกับบางคนน้อยมาก เช่นคนคนหนึ่งขี่จักรยานเป็นประจำสำหรับการไปทำงาน ท่องเที่ยว พักผ่อน ออกกำลังกาย และใช้ชีวิตประจำวันอื่น ๆ รวมระยะทางได้ตั้ง 100,000 (หนึ่งแสน)ไมล์ มีอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงเกิดขึ้นเพียง 6 ครั้ง และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมิได้เกิดจากผู้อื่น แต่เกิดจากความประมาทและความเลินเล่อของผู้ขี่เอง ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ สำหรับผมเองในสองปีที่ผ่านมาก็ขี่จักรยานไปท่องเที่ยว ออกกำลังกาย และไปทำงานรวมระยะทางได้ประมาณ 8,000(แปดพัน)กิโลเมตร เฉลี่ยแต่ละปีใกล้เคียงกัน คือประมาณปีละ 4,000 กิโลเมตร ไม่เคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จะเห็นว่าการขี่จักรยานมีความปลอดภัยมากกว่าการเดินทางโดยรถยนต์ ไม่ว่าเป็นรถยนต์ส่วนตัว หรือรถยนต์โดยสารแต่ที่สำคัญคือการขี่จักรยานให้ปลอดภัยนั้น 1)จะต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด  2) จะต้องไม่มีความกลัวในการที่จะขี่จักรยานออกไป เพราะความกลัวนั่นแหละจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ถ้าหากมี 2 อย่างนี้แล้วยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอีกก็ต้องยอมรับว่าเป็นชตากรรมของเรา

ขี่จักรยานอย่างไรในเมืองเชียงใหม่

ขี่จักรยานอย่างไร?ในเมืองเชียงใหม่...ให้ปลอดภัย

..... นิรันดร  โพธิกานนท์

 

.เฉลิมพล แซมเพชรเคยค้นข้อมูลมาเล่าว่า การขี่จักรยานมีอันตรายเกิดขึ้นน้อยกว่าการขับขี่จักรยานยนต์และรถยนต์เสียอีก นอกจากนั้นอ.ดร.บุญส่ง สัตโยภาส ศูนย์วิจัยการจราจร มช.ได้ยกข้อเขียนของ Rodney Tolley มากล่าวอ้างถึงประโยชน์ของการใช้จักรยานเดินทางในพื้นที่เขตเมืองใว้น่าสนใจว่า การใช้จักรยานเป็นการเดินทางที่เท่าเทียม ช่วยลดการเสียชีวิตและอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นการสัญจรที่รวดเร็วในชั่วโมงเร่งด่วน  เป็นการสัญจรที่เชื่อถือได้ สามารถทำให้ทุกคนเคลื่อนที่ได้ เป็นการสัญจรที่ไม่เป็นอันตราย และศ.เฉลิมพล เพิ่มเติมว่า ถึงแม้เด็กจะมีอันตรายจากการขับขี่จักรยานมากกว่าผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะและมีสติสัมปชัญญะดีกว่า แต่ในภาพรวม อันตรายจากจักรยานในจำนวนชั่วโมงที่ขับขี่จักรยานทั้งหมด ก็นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอุบัติเหตุในท้องถนนจากยานพาหนะอื่น 

ส่วนใหญ่ผู้ขับขี่จักรยานมักจะได้รับอันตรายจากความผิดพลาดของตัวเองในการขับขี่ที่ผาดโผนหรือเมื่อลงจากเส้นทางดอยที่ลาดชัน ส่วนการชนกันเองของผู้ขับขี่จักรยานที่ร่วมขี่ไปด้วยกันจำนวนมากเป็นขบวนมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการหยุดรถกระทันหันแบบลืมตัว เช่นนึกว่าลืมของ ณ ที่แวะระหว่างทาง หรือหมวกที่สวมเกิดหลุด..และเผลอตัวหยุดทันที ส่วนที่เกิดจากความเผลอเรอ คือขี่แซงแล้ววกคืนเข้าแถวตัดหน้าคนที่อยู่หน้าจนล้อเกี่ยวกันล้มก็พบเห็นกันน้อยลง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่มีความรุนแรงน้อยไม่ค่อยจะบาดเจ็บกันเท่าใดนัก  แต่เมื่ออ่านถึงตรงนี้ก็ฝากเตือนทุกคนว่า..อุบัติเหตุและอันตรายเกิดได้เสมอ..แต่การระมัดระวัง และการมีสติที่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรจะช่วยเราได้เสมอ 

มีข้อสังเกตุให้เข้าใจอยู่ว่าการใช้ความเร็วเกินไปของรถยนต์ในเขตเมือง เป็นความเสี่ยงให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ในถนนที่ว่างจึงอาจมีอันตรายรุนแรงได้มากกว่าในถนนที่รถติดกันมากในชั่วโมงเร่งด่วน ในปัจจุบันตำรวจจราจรและทางเทศบาลก็เริ่มมีมาตรการลดความเร็วด้วยการติดตั้งป้ายเตือนให้จำกัดความเร็วไว้ไม่เกิน 45 กม./ชม. เหลือแต่ว่าต่อไปจะตรวจจับ บังคับตามกฎหมาย ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์สร้างสำนึกให้ผู้ใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซด์ใช้ความเร็วตามกำหนดนั้นอย่างจริงจังอย่างไร ในถนนหน้าโรงเรียนต่างๆ ในชั่วโมงเร่งด่วน..ถึงจะมีรถยนต์ติดมากก็จริง แต่ยากที่จักรยานจะถูกชน  เพียงแต่มีปัญหามลพิษมากเท่านั้นเอง ที่กล่าวถึงเรื่องอันตราย สาเหตุ และตัวอย่างนั้น ก็เพื่อจะเตือนว่า จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่เราระมัดระวังและควบคุมสถานการณ์ได้เป็นส่วนใหญ่ 

เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่ผู้ใช้รถใช้ถนนขับขี่กันตามใจ ไม่ค่อยจะเคารพกฎจราจรกันเท่าใดนัก..โดยเฉพาะการเร่งไฟเหลืองและฝ่าไฟแดง แต่คนเชียงใหม่ส่วนใหญ่มีจิตใจดี อารมณ์ดี..อภัยและยิ้มให้กันง่าย แต่ถนนหนทางของเมืองเชียงใหม่ถูกการจราจรรอบคูเวียงเมืองเก่าบังคับให้สัญจรทางเดียวมาก  การขับขี่จักรยานให้ปลอดภัยในเมืองเชียงใหม่ในหลาย ๆ ถนน จึงต้องมีข้อแนะนำแก่ผู้ที่มีจิตใจดี และเป็นผู้ร่วมกันใช้รถจักรยานในชีวิตประจำวันให้เพิ่มขึ้นได้อย่างปลอดภัยด้วย ดังนี้

1.   ต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามกฎจราจร เช่น ขับขี่ชิดซ้ายของถนนเสมอ เมื่อจะเลี้ยวขวาต้องให้สัญญานแก่รถที่ตามหลังล่วงหน้า ว่าต้องการเลี้ยวขวานะ และเพื่อให้เห็นสถานการณ์ได้ดีโดยไม่ต้องหันไปหันมามากเกินไป ก็ควรติดกระจกมองหลังซึ่งมีขายหลายราคาให้เลือกซื้อ  เมื่อจะขี่ออกทางแยกให้หยุดดูรถที่มาให้ปลอดภัยก่อนแล้วจึงออกไป  เมื่อถึงวงเวียนให้รถทางขวาไปก่อน  ณ สี่แยกซึ่งมีช่องให้รถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดให้อยู่ชิดขวาสุดของช่องนั้น ซึ่งจะทำให้รถเลี้ยวซ้ายผ่านไปได้ โดยเขาไม่รู้สึกว่าเรากีดขวางการสัญจร ทำให้เขามีทัศนะที่ดีและอยากร่วมมือให้ทางแก่ผู้ใช้รถจักรยานอยู่เสมอ

2.      ฝึกฝนให้มีสัญชาติญานหรือสามัญสำนึกด้านความปลอดภัยแก่ตนเอง เช่น

1)   เมื่อจะเลี้ยวขวา ณ สี่แยกที่ติดสัญญานไฟแดงนั้นให้เลือกอยู่ริมซ้ายสุดของช่องทางสำหรับการเลี้ยวขวาขณะรอไฟเขียว เมื่อเคลื่อนออกไปแล้วก็ให้สัญญานมือชิดซ้ายและอย่าขี่ตัดโค้ง เพื่อให้รถที่เร็วกว่าแซงขึ้นไปทางขวาได้อย่างปลอดภัย

2)   ในการขับขี่ไปคนเดียวบนถนนที่ไม่กว้างนัก ถ้ารู้สึกว่ามีรถตามหลังมา ให้โบกมือเป็นสัญญานให้เขาแซงไป ส่วนใหญ่จพบว่าเขาจะรับรู้และจะแซงห่างเรามากกว่าไม่ได้ให้สัญญานอะไรเลย

3)   เมืองเชียงใหม่มีถนนรอบคูเวียงที่เป็นถนนทางเดียวซึ่งถือว่ายากที่สุดในการใช้จักรยาน เมื่อจะขี่จากถนนสุเทพเข้าตัวเมืองด้านใน ในเวลาที่มีรถวิ่งมาจาก

ทางขวามากๆ การเหลียวดูหลังมากๆ บ่อยๆจะทำให้เราขี่เป๋ไปมาได้โดยไม่ตั้งใจ  ขอแนะให้ไปหยุดชิดซ้ายใกล้ประตูมาลาเรีย เมื่อมีจังหวะว่างแล้วใช้วิธีจูงรถข้ามถนนไปยังเกาะกลางสามแยกช่องทางเข้าออกคูเวียง ณช่องเลี้ยวขวาก่อน จากนั้นค่อยขี่ชิดซ้ายเลี้ยววนขวาโดยดูจังหวะว่างของรถที่มาทางซ้ายในคูเวียงให้ปลอดภัยก่อนไปต่อ

4)   เมื่อจะออกจากคูเวียงที่สามแยกหน้า รร.วัฒโนทัย ในเวลาที่มีรถมากและเร็ว ให้หยุดรอ ณ เกาะกลางถนนช่องออก ซึ่งรถที่เร็วกว่าจะขับแซงขวาไปได้  เมื่อรอจนได้จังหวะที่ว่างแล้วให้จูงรถข้าม จะคล่องตัว รวดเร็วและปลอดภัยกว่าการขี่ไปกับกระแสจราจรที่เราต้องระวังซ้ายและเหลียวหลังบ่อยๆ

5)   เมื่อขี่รถไปตามถนนมณีนพรัตน์และต้องการเลี้ยวขวาไปตามถนนรอบคูเวียง(ถนนชัยภูมิ)ที่แจ่งศรีภูมิไปยังสี่แยกสมเพชร ต้องให้สัญญานเลี้ยวขวาแต่เนิ่นๆ ในขณะที่รถที่ตามหลังเรายังอยู่ห่างพอสมควร แล้วค่อยๆ เปลี่ยนช่องทางมาอยู่ ณ ส่วนซ้ายสุดของช่องเลี้ยวขวา ก่อนถึงแจ่งศรีภูมิและขี่ตามแนวโค้งไปชิดซ้ายในถนนชัยภูมิต่อไป โดยให้รถที่เร็วกว่ามีที่ว่างแซงทางขวามือของเราไปได้ ถ้ารถมีมากให้ไปหยุดรอตรงบริเวณปลอดภัย ณ ปากทางเข้าถนนอัษฎาธร แล้วรอจังหวะจูงข้ามเกาะกลางถนน ไปยังถนนชัยภูมิก็ได้

6)   ถ้าต้องการขี่จากถนนท่าแพซึ่งเป็นถนนทางเดียวไปยังวัดพระสิงห์ ให้เตรียมหาจังหวะว่างส่งสัญญานขอชิดขวาไว้ตั้งแต่วัดมหาวัน เมื่อชิดขวาได้แล้วให้ตรงไปหยุดรอจูงข้ามในบริเวณเกาะกลางสามแยกหน้าข่วงประตูท่าแพ เพื่อรอจังหวะจูงข้ามไป จากนั้นไปรอจังหวะจูงข้ามทางม้าลายหลังประตูท่าแพเพื่อเข้าถนนราชดำเนิน

7)   ในถนนที่แคบเช่นในซอยต่างๆ ย่านท่าแพ ช้างม่อย และลอยเคราะห์ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของเมืองโบราณคล้ายๆกรุงอัมเสตอร์ดัม ซึ่งคนสมัยก่อนไม่ได้วางแผนไว้ให้คนขับขี่รถยนต์ที่กินเนื้อที่ถนนมากอย่างปัจจุบัน  เมื่อมีทั้งรถที่จะสวนมาในขณะที่จะมีรถหลังแซงเราขึ้นไป เราไม่ควรขี่ชิดซ้ายมากเกินไปให้เขาเบียดแซงจนเกิดอันตรายขณะที่มีรถกำลังสวนมา  แต่ควรให้สัญญานมือเพื่อขี่ออกมาในถนนให้มากพอโดยไม่ต้องกลัว  รถยนต์ที่มาข้างหลังจะตามอยู่หลังเราจนกว่าจะสวนกันเรียบร้อยแล้ว..เราจึงเปิดทางให้แซง  หลักการนี้ให้ใช้ในสถานการณ์ที่คล้ายกันบนถนนสันเขื่อนอ่างแก้ว มช.ด้วย

  1. ติดตั้งอุปกรณ์ปลอดภัยต่างๆ ให้ครบถ้วน เช่น กระจกมองหลัง ไฟท้ายกระพริบได้สำหรับกลางคืนและกระดิ่งที่มีเสียงดี
  2. ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น

ในเบื้องต้น เราต้องคิดว่าไม่มีใครอยากขับรถไล่ชนหรือเบียดเราเพื่อความสนุกสนาน ให้มีจิตใจเมตตาให้อภัยแก่ผู้อื่นที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกับเราเสมอ หากเขาขับแซงเราขึ้นไปที่ออกจะใกล้ชิดสักหน่อย ก็อย่าอารมณ์เสียว่า..แม่ง..ตั้งใจแกล้งเราอีกแล้วว์ การรักษาจิตใจให้ดีทำให้เรามีเมตตาแก่ผู้อื่น..ทำให้มีสมาธิและมีความมั่นใจในการเลือกวิถีชีวิตเพื่อสิ่งแวดล้อม..เพื่อร่วมกันสร้างเมืองของเราให้น่าอยู่ และจะทำให้เราไม่กลัวอะไรเกินเหตุ เช่น ดูซิ..ป้าเหมยอิงยังถูกชนเสียชีวิตไปแล้ว..ต่อไปคงถึงทีเราแน่ๆๆ !!!  การคิดแบบบัญญัติไตรยางค์นี้จะทำให้เราทำอะไรไม่สำเร็จหรือไม่ทำอะไรที่เราสามารถทำได้ต่อไป คล้ายๆกับจะไม่ขึ้นเครื่องบินการบินไทยอีกต่อไปเมื่อมีเหตุเครื่องบินตกเกิดขึ้น

ถ้าเรารอให้มีทางจักรยานให้เหมือนในญี่ปุ่น  เบรเมน หรือวาเกนนิงเกน คือมีทางจักรยานที่แยกต่างหากจากถนนหนทางปกติให้เราเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาขี่รถถีบกัน  ก็คงจะมีแต่คนรอให้คนเลิกการใช้รถยนต์และรอให้มีผู้บริหารบ้านเมืองที่ไม่สนใจขี่หรือไม่รู้เรื่องจักรยานมีความคิดที่จะสร้างทางจักรยานให้เราก่อน..ซึ่งเป็นไปได้ยาก ถ้าเรามีผู้ว่าฯ มีนายกเทศมนตรีที่สนใจผู้ใช้จักรยาน..ถึงแม้จะไม่สามารถมาขี่กันได้บ่อยๆ แต่การขี่สัญจรบ้างไม่มากก็น้อย..ก็ทำให้เขารู้ว่า  การขี่จักรยานนั้นมีดีอะไรและควรสนับสนุนดูแลอะไรกันบ้าง  เมืองอัมเสตอร์ดัมไม่มีทางจักรยานแยกต่างหากจากถนนมากมายเหมือนเมืองอื่นๆ แต่คนใช้จักรยานมากที่สุด !

 

ข้อเตือนใจผู้ใช้จักรยาน

ข้อเตือนใจผู้ใช้จักรยาน     

                                                                                 ...อนุ เนินหาด

พาดหัวข่าว นสพ.ไทยนิวส์ ฉบับวันที่ ๒๘ เม.. ๒๕๔๓ ตู้ผีสิงบี้เสือภูเขาตายสยองคาถนนรายละเอียดข่าวว่า

                “เมื่อเวลา ๐๑.๐๐ น. ของวันที่ ๒๗ เม.. ศกนี้ พ...สามพราน จันทร์มั่นคง สารวัตรเวร สภ..แม่ปิง รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถตู้ขนรถจักรยานมีคนตาย บนถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง บริเวณหน้าสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ ต.หนองป่าครั่ง จึงเดินทางไปสอบสวนที่เกิดเหตุ พบศพ นายหล้า คำเมืองใจ อายุ ๕๗ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๓๘/๑ หมู่ ๔ ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ นอนตายกลางถนน สภาพศพกะโหลกศีรษะแตก ใกล้ศพมีรถจักรยานสองล้อเสือภูเขาล้มอยู่สภาพพังเสียหายทั้งคันและพบแผ่นป้ายวงกลมรถยนต์ที่เฉี่ยวชนตกอยู่ ระบุเป็นรถตู้ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน ๐๗๖๘ เชียงใหม่ของร.รสหศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ จึงยึดไว้เป็นของกลาง

                จากการสอบสวนของตำรวจทราบเพียงว่านายหล้าฯ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานเชียงใหม่ ก่อนพบจุดจบเข้าใจว่านายหล้าฯออกเวร จึงปั่นจักรยาน ๒ ล้อแบบเสือภูเขาจะกลับบ้าน โดยไม่มีไฟท้ายมาถึงที่เกิดเหตุได้มีรถตู้ขับตามหลังและชนท้าย เป็นเหตุให้นายหล้าฯ เสียชีวิตดังกล่าว ตำรวจจะได้ติดตามผู้ขับรถตู้มาสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

                คดีเช่นนี้ หากเป็นท่านใดท่านหนึ่งในสมาชิกของเรา คงเป็นเรื่องเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะขวัญกำลังใจคงเสียบ้างไม่มากก็น้อย ข่าวอุบัติเหตุนี้คงเป็นประโยชน์สำหรับสมาชิกของเราที่ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น ดังเช่น

-          หากสมาชิกที่มีความจำเป็นต้องขี่จักรยานในเวลากลางคืน    ควรจัดหาซื้อไฟกระพริบ

สำหรับติดท้ายรถหรือเหน็บที่เอวด้านหลังเพื่อให้รถด้านหลังเห็นได้ชัดเจน การมีเพียงแผ่นสะท้อนแสงบางครั้งอาจเห็นไม่ชัดเจน โดยเฉพาะคนขับรถยนต์บางคนที่เมาขับรถ

-          ควรสวมเสื้อผ้าที่สีออกขาวเห็นง่าย

-          ควรขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายให้มากที่สุด ควรขี่ที่ไหล่ทางไม่ควรขี่บนถนน

-          ก่อนเลี้ยวทุกครั้ง ควรหันไปมองรถด้านหลัง ยกมือขอเลี้ยวทุกครั้ง หากรถมากควร

หยุดรถและจูงข้ามถนน

การใช้จักรยานคงไม่ต่างจากการใช้ยานพาหนะอื่น ไม่ว่าจะรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ หากตั้งอยู่ในความประมาทย่อมเกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน และผมมั่นใจว่าหากสมาชิกทุกท่านขี่จักรยานโดยรักษากฎจราจรและยึดอยู่ในความไม่ประมาท การใช้จักรยานปลอดภัยแน่นอน

 

 

LOGO GWF logo tcc logo rabn logo SSS