การวางแผนทางจักรยานและการใช้กฎหมายสนับสนุนเส้นทางจักรยาน

                                            .... นิรันดร  โพธิกานนท์
           เมื่อกลางเดือน พฤษภาคม 2551 สำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 10 ได้เชิญ ดร. ถิรยุทธ  ลิมานนท์ ที่ปรึกษาทางด้านเทคนิค ด้านการเดินทางและการขนส่งที่ยั่งยืนในเขตเมือง ขององค์กร GTZ แห่งเยอรมันนี มาเป็นวิทยากรร่วมกับวิทยากรจาก กทม.ซึ่งขณะนี้กำลังขยายเส้นทางจักรยานในถนนสาทรเพื่อให้มาเชื่อมต่อกับถนนสีลมซึ่งรถติดหนักมาก(ความเร็วเฉลี่ย 5 กม./ชม.)  เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ ผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานที่ทำถนนหนทางในเชียงใหม่ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เท่าที่ทราบคือ สารวัตรชาติไทย ชูชัย เข้าร่วมการอบรมนี้ด้วย  หลัก 5 ประการในการวางแผนทางจักรยาน ก็คือ
           1) ความปลอดภัย - ทางจักรยาน จะต้องออกแบบให้มีความปลอดภัยแก่ผู้ขี่รถจักรยาน และผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆ บนท้องถนน  ความปลอดภัยนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมากที่สุด ในหลัก 5 ประการ
วิธีการทำให้ปลอดภัยคือ ลดความเร็วของยวดยานอื่นๆ  ลดปริมาณการจราจรของรถยนต์  การออกแบบทางร่วมทางแยกที่ดี  ส่วนความปลอดภัยในระดับโครงข่ายก็คือ ลดจำนวนจุดตัดกับถนนที่มีปริมาณยวดยานมาก และวางเส้นทางจักรยานบนถนนที่มีรถน้อย และความเร็วจราจรต่ำในบริเวณที่อยู่อาศัย  จำกัดความเร็วในบริเวณจุดตัดทางจักรยานกับถนนไว้ที่ 30 กม./ชม.
          2) ความรวดเร็ว/เส้นทางลัด (ไม่อ้อม) – ทางจักรยานจะต้องเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด ไม่ทำให้ผู้ขี่จักรยานเสียเวลามากนัก เพื่อลดเวลาในการเดินทาง และลดจำนวนอุปสรรค โดยการลดจำนวนเส้นทางที่อ้อม  ให้เดินรถจักรยานได้สองทิศทาง (ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม) หรือลดความล่าช้าที่อาจจะเกิดขึ้น  ซึ่งขยายความได้ว่า ในการวางแผนนั้น ต้องคำนึงว่า  จะต้องหลีกเลี่ยงการก่อสร้างเส้นทางอ้อมให้ผู้ขี่จักรยาน  มีการสำรวจจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดการเดินทางของผู้ขี่จักรยาน! วางแผนพัฒนาทางจักรยานให้เป็นโครงข่าย อนุญาตให้ขี่จักรยานได้สองทิศทาง  สร้างเส้นทางลัดสำหรับรถจักรยาน (เมื่อมีโอกาส) ออกแบบทางจักรยาน และช่องเดินรถจักรยานที่ตรง  รวมทั้งออกแบบทางแยกสัญญาณไฟโดยคำนึงถึงสิทธิ์ของผู้ขี่รถจักรยานด้วย
          3) การเชื่อมต่อ ทางจักรยาน จะต้องมีรูปแบบกลมกลืน และให้เชื่อมต่อระหว่างจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดการเดินทางของผู้ขับขี่จักรยาน ดังนั้น เราจึงต้องการคุณภาพที่สม่ำเสมอแม้มีรูปแบบที่แตกต่างกัน
มีความต่อเนื่อง ข้อกำหนดความกว้างสามารถเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย  ให้มันเป็นเส้นทางที่สมบูรณ์ ไม่มีสิ่งกีดขวางหรือทำให้ชะงัก และมีการออกแบบสัญญาณไฟสำหรับยวดยานและจักรยานที่ดีเพียงพอ
         4) ความสะดวกสบาย – ทำให้เกิดความสะดวกสบายได้โดยการออกแบบให้รถจักรยานสามารถผ่านทางแยกต่างๆ โดยหลีกเลี่ยงรอคอยสัญญาณไฟเป็นเวลานาน หรือทำให้เกิดความล่าช้าน้อยที่สุด สร้างเป็นถนนจักรยานหรือช่องเดินรถจักรยาน  และจะดียิ่งถ้าไม่ต้องลงจากรถจักรยาน ถ้ายังไปไม่ถึงที่หมาย
         5) ความน่าใช้ - เกิดจากองค์ประกอบรวมของ ข้อ  1) ถึง 4) ซึ่งในประเทศยุโรปใช้หลักการนี้ส่งเสริมสนับสนุนการใช้จักรยานกันอย่างกว้างขวางเกือบทุกประเทศ เป็นผลสำเร็จดีมากว่า 10 ปีแล้ว และให้จักรยานวิ่งได้สองทางเสมอ แม้ในถนนจราจรทางเดียว
         สำหรับเมืองเชียงใหม่นั้น  ตำรวจจะต้องใช้วิสัยทัศน์ ควบกับมาตรา 139 ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 สนับสนุนการใช้จักรยาน ด้วยการร่วมมือออกประกาศเส้นทางจักรยานนำร่อง 3 เส้นทาง ซึ่งจนถึงขณะนี้ ผู้ว่าฯเชียงใหม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว 3 คนรวมทั้งผู้การตำรวจเชียงใหม่ก็เปลี่ยนไป 3 คนด้วยเช่น เดียวกัน  ตำรวจเชียงใหม่เคยโต้แย้งเป็นหนังสือวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 ตอบหนังสือผู้ว่าฯ นายวิชัย ศรีขวัญ ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ อย่างทันควันว่า...เส้นทางจักรยานนำร่อง เป็นถนนที่แคบ และการให้จักรยานขับขี่สวนถนนทางเดียวได้(ในต่างประเทศใช้กันนาน 5-7 ปีแล้ว) นั้นไม่ปลอดภัย ก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดดังที่ได้อธิบายกันมาชัดเจนแล้ว  และเมื่อวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2551 ตำรวจเชียงใหม่ได้เสนอให้ อจร.ชม. พิจารณาอีกครั้งว่า การให้จักรยานสวนทางในถนนจราจรทางเดียวนั้นผิดกฎจราจร ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงซ้ำอีก   เพราะถ้ามันผิดกฎจราจรแล้ว พ.ต.ท.ประหยัชย์ บุญศรี จะเสนอให้ทำเส้นทางจักรยานสวนถนนท่าแพไปสะพานนวรัฐในปี 2543 ได้อย่างไรเป็นประการแรก..ในการประชุมที่เทศบาลฯประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นและล้มเลิกไป เป็นเรื่องของขั้นตอนการทำทางจักรยานที่เร็วเกินไป เพราะวางแผนกันไว้ว่าจะประชาสัมพันธ์ให้คนรู้ล่วงหน้าก่อนหนึ่งเดือน ผู้ขับรถจากถนนช้างม่อยจึงออกจากซอยเข้าถนนท่าแพ มาเจอจักรยานนักท่องเที่ยว อย่างคาดไม่ถึงและตกใจมาก จึงต้องโวยวายให้ผู้ว่าฯประวิทย์สั่งยกเลิกไป  และในปีนั้น พ.ต.ท.ประหยัชย์ บุญศรี ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นข้าราชการตัวอย่างที่ดีของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย   ต่อไปนี้ขอยกเอาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาให้ทุกฝ่ายได้ดูกัน
          มาตรา 139 ในทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใดที่เจ้าพนักงานจราจรเห็นว่า ถ้าได้ออกประกาศข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการจราจรแล้วจะเป็นการปลอดภัย และสะดวกในการจราจร ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจออกประกาศข้อบังคับ หรือระเบียบดังต่อไปนี้ (ได้ตัดบางข้อซึ่งไม่เกี่ยวข้องออกไปบ้าง)
        (7) กำหนดช่องหรือแนวทางเดินรถขึ้นและล่อง
        (8)  กำหนดทางเดินรถทางเอกและทางเดินรถทางโท
        (9)  กำหนดการจอดรถหรือที่จอดพักรถ
       (10) กำหนดระเบียบการใช้ทางหรือช่องเดินรถสำหรับรถบางประเภท
       15) ขีดเส้นหรือทำเครื่องหมายจราจรบนผิวทาง หรือติดตั้งสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมาย
มาตรา 139 นี้ชี้ให้เห็นชัดเจน ว่าเจ้าพนักงานจราจร สามารถจะใช้ความในวงเล็บ 7, 8, 9, 10 และ 15 ในการกำหนดกฎจราจรหรือระบบจราจรสำหรับดูแลความปลอดภัยแก่ผู้ใช้จักรยานได้ แต่ต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นคุณประโยชน์ของการสนับสนุนส่งเสริมการใช้จักรยานสำหรับเมืองต่างๆ อย่างแท้จริง
          เราขอถามว่า ตำรวจเชียงใหม่ ไม่อยากยอมรับการปฏิบัติหน้าที่ให้จักรยานสวนถนนจราจรทางเดียวได้อย่างเป็นทางการ..ใช่หรือไม่ เพราะอะไร ?  เราขอบอกว่า..มันไม่ใช่สิทธิพิเศษของใครโดยเฉพาะ  ทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใด ไม่ว่าเพศใด ไม่ว่ารวยหรือจน ถ้ามีวุฒิภาวะและขี่จักรยานในเส้นทางจักรยานนำร่องไม่ว่าจะราคาคันละ พันบาท หรือ สองแสนบาท รวมทั้งรถสามล้อถีบรับจ้างด้วย ก็จะได้รับสิทธิ์นี้เท่าเทียมกัน  ซึ่งผู้ยึดติดกับค่านิยมในการมีและใช้รถยนต์ และไม่คิดจะใช้จักรยานเลย อาจจะตกใจไปบ้าง!!
         ข้อต่อไปขอถามว่า การให้รถในบ้านเราขับขี่สวนขวาในถนนช้างม่อยตัดใหม่ ระหว่างถนนท่าแพ ผ่านวัดแสนฝาง ถึงถนนช้างม่อย ที่สี่แยกศรีนครพิงค์ เหมือนระบบจราจรในประเทศลาว ซึ่งมีอันตรายและสับสนกว่าการสวนชิดซ้ายของจักรยานในเส้นทางจักรยานนำร่องเสียอีก  ทำไมไม่ผิดกฎจราจรเล่า ?  และอีกข้อที่ต้องถามก็คือ การปล่อยให้รถจอดได้ในช่องทางจักรยานถนนสายวัฒนธรรม เชียงใหม่-สันกำแพง ระหว่างเวลา 8 – 16 น. ผิดกฎจราจรในเรื่องการปล่อยให้จอดรถกีดขวางการจราจรของจักรยานไหม และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้จักรยานไหม ?  ดังนั้นตามที่ท่านอ้างว่าการให้จักรยานสวนทางได้ในเส้นทางจักรยานนำร่อง ซึ่งเฉพาะจักรยานจะขับขี่ชิดซ้ายสวนกับรถอื่นๆ เหมือนในถนนทั่วๆไปว่าผิดกฎจราจรนั้น เมื่อมองย้อนอดีตเทียบกับกรณีถนนท่าแพเมื่อปี 2543 แล้ว  เราจึงขอถามคนเชียงใหม่ที่คิดจะใช้จักรยานว่า ตำรวจอ้างข้อกฎหมายเช่นนี้ถูกต้องไหม?  หรืออ้างขัดข้อง ตามอำเภอใจข้างๆคูเพื่ออะไร? เหมือนนิทานอีสปเรื่องวัวถูกกันท่าไม่ให้กินหญ้าในราง อย่างไม่ตั้งใจหรือไม่ ? 
          การที่ตำรวจเสนอจะให้ทำเส้นทางจักรยานให้วิ่งทางเดียวในเส้นทางนำร่อง ทำให้ผู้ใช้แรงของตน ต้องปั่นจักรยานเดินทางอ้อมกว่ารถเครื่องยนต์  ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เลิกใช้ มากกว่าส่งเสริมให้คนใช้จักรยานเพิ่มขึ้น   ก่อนจะทำเช่นนั้น  ขอให้ทุกฝ่ายตรองดูในถนนเจริญเมืองสักหน่อย  ถ้าวันนี้ขี่จักรยานจากสะพานนวรัฐไปสถานีรถไฟแค่นั้นเอง..พรุ่งนี้ถึงจะกลับมาได้ เพราะแต่ละวันมันก็เป็นทางจักรยานไปทางเดียวนั่นเอง  นอกจากนั้น ขอให้ดูตัวอย่างทางจักรยานทางเดียว ที่ เวียงกุมกาม และที่ อบต.ดอนแก้วด้วย  จะเห็นชัดเลยว่า..มันเป็นทางจักรยานที่จำกัดสิทธิของผู้ใช้จักรยานมากกว่าส่งเสริมให้ใช้จักรยานเสียอีก..โดยไม่เฉลียวใจ เพราะแต่เดิม จักรยานยังวิ่งได้สองทาง แต่เมื่อทำทางจักรยานแล้วกลับวิ่งได้ทางเดียว และรถยนต์วิ่งได้สองทางเหมือนเดิม  หากจักรยานขี่สวนมาและเกิดถูกรถยนต์เฉี่ยวชน ก็อาจจะกลายเป็นฝ่ายผิดเพราะขี่สวนมานอกทางจักรยาน ซึ่งดูแล้วสถานภาพจะย่ำแย่กว่าเดิมอีกด้วย  ซึ่งควรรีบแก้ไขทบทวน
           ครั้งนี้ขอสรุปว่า เส้นทางจักรยานนำร่อง 3 เส้นนั้น มีการพิจารณายุทธศาสตร์แล้วหลายด้าน และมีตัวอย่างที่ได้ผลดีมาแล้วในหลายประเทศ  เราควรทดลองทำเพื่อเป็นต้นแบบทดลองดูโดยไม่ชักช้า แน่นอนละ..มันคงไม่สมบูรณ์เต็มร้อยเมื่อเริ่มต้น หรือมีจุดอ่อนบ้าง แต่มีจุดแข็งอยู่มาก หากติดตามผลอย่างใกล้ชิดหลังลงมือเปิดเส้นทาง แล้วแก้ไขปรับปรุง  มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลงานของคนทั้งเมืองเชียงใหม่ ที่ช่วยกันทำ ร่วมกันศึกษาโดยการปฏิบัติ และร่วมกันทำให้ดียิ่งขึ้นด้วยกัน ก่อนเอาไปใช้ขยายผลต่อไป.

 

LOGO GWF logo tcc logo rabn logo SSS