แอน อินคอนวีเนียน ทรูธ เกี่ยวกับเส้นทางจักรยานนำร่องเชียงใหม่

                               .... นิติธรรม ล้านนา
         ตำรวจจราจรเชียงใหม่มีหัวหน้าใหญ่เป็นยศ พ.ต.ท. เทียบเท่ากับรองผู้กำกับ สภอ.ต่างๆ มีกำลังพลในบังคับบัญชาจำนวนมากกว่า 160 นาย ในแง่ของการบังคับบัญชากำลังพลแล้วถือว่าใหญ่โตพอสมควร มีผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นสารวัตร ยศ พ.ต.ท.ที่ระดับขั้นต่ำกว่า ให้ทำหน้าที่สารวัตรจราจรเขตเหนือและเขตใต้ และมีสารวัตรฝ่ายอำนวยการ และรองสารวัตรยศ ร.ต.อ. และต่ำกว่าอีกหลายคน นอกนั้นเป็นยศนายดาบและพลตำรวจ ถ้ารวมกับอาสาจราจรซึ่งแต่งเครื่องแบบคล้ายตำรวจมากแล้ว อาจมีกำลังพลร่วมทำงานจราจรถึงกว่า 200 คน ข้อมูลเรื่องจำนวนนี้อาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเรื่องที่กำลังนำเสนอนี้
         ประเด็นสำคัญในมุมมองของภาคประชาชนก็คือ เราเห็นตำรวจจราจรในภาพรวมว่าให้ความสำคัญต่อการดูแลรับผิดชอบงานจราจร(ดูแลงานเพื่อประชาชน)และต่อการรับใช้ผู้บังคับ บัญชาระดับสูงมากน้อยอย่างไร หลังจากพ้นสมัยของรอง.ผกก.จราจร พ.ต.ท.ประหยัช บุญศรี(ปัจจุบันครองยศ พ.ต.อ.ประจำตำรวจภูธรภาค 5)ไปแล้ว  เราเห็นว่า มีการเปลี่ยนตำแหน่ง รอง.ผกก.จราจรกันบ่อยมาก โดยที่คนเชียงใหม่รู้สึกว่าตำแหน่งรอง.ผกก.จราจร เป็นตำแหน่งรอก้าวกระโดดขึ้นชั้นแบบไวมาก การประชุม คจร.(อจร.)จ.เชียงใหม่ในช่วงนั้นส่วนใหญ่จึงมีแต่สารวัตรไปประชุมแทน เพราะตัว รอง.ผกก.จราจร มีธรรมเนียมไปคอยรับใช้เจ้านายมากกว่ามาดูแลรับผิดชอบงานจราจรของเชียงใหม่ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงที่สองรองจากกรุงเทพฯ บางคนมาอยู่ในตำแหน่งได้ 2-3 เดือน ก็ได้ไปเข้ารับการอบรมโรงเรียนผู้กำกับ และมอบให้สารวัตรจราจรที่เราคุ้นหน้าตาเป็นผู้รักษาการแทน และอีกไม่กี่เดือนก็ได้ข่าวว่าย้ายไปเป็นผู้กำกับหรือรองผู้กำกับ.สภอ.หรือ.สภต.ใหญ่โตขึ้น จนเราเกิดความสงสัยว่างานในหน้าที่ของรอง.ผกก.จราจร ชม.ไม่เป็นงานที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจเท่ากับงานสืบสวนสอบสวนและปราบปรามหรืออย่างไร ?
         ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯได้ทำหนังสือไปแสดงข้อคิดเห็นเรื่องนี้ถึงผู้ฯการเชียงใหม่ในสมัยที่ รอง.ผกก.จราจร สมพงษ์ จรูญพันธ์ เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง  ท่านผู้ฯการเกษม รัตนสุนทร ในขณะนั้นไม่ได้ตอบหนังสือนั้นเองแต่กลับมอบให้รอง.ผกก.จราจรเป็นผู้ตอบแทน และเราสัมผัสได้เลยจากหนังสือตอบว่า รองฯสมพงษ์ไม่พอใจประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์มากตั้งแต่นั้นมา เหมือนกับเห็นว่าประชาชนเข้าไปก้าวก่ายงานของตำรวจจราจรมากเกินไป ความจริงเราต้องการให้ผู้ฯการเกษมมีนโยบายมอบหมายให้ รอง.ผกก.จราจร ชม. ปฏิบัติงานดูแลจราจรอย่างเต็มที่ก่อนจะย้ายขึ้นไปเพื่อประโยชน์ต่อเมืองเชียงใหม่เท่านั้น และท่านอาจจะรู้สึกว่าหนังสือที่ชมรมฯทำถึงผู้ฯการทำให้ท่านต้องอยู่เชียงใหม่ในตำแหน่งนี้นานเกินไป เพราะต่อมาท่านได้เปลี่ยนชื่อใหม่แก้เคล็ดเป็นพงษ์พัฒน์แทนก่อนที่จะย้ายไปเมื่อตุลาคม 2549
         เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 นายพรชัย  จิตรนวเสถียร รักษาการและปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีซึ่งไปเข้าเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอณาจักร ได้ทำหนังสือตามคำแนะนำของสารวัตรชาติไทย ในที่ประชุม ผ่าน รอง.ผกก.จราจรพงษ์พัฒน์ จรูญพันธ์ ไปยังผู้ฯการจิรุจน์ พรหมโมบล ขอให้ออกประกาศเส้นทางจักรยานนำร่องเพียงถนนลอยเคราะห์-ราชมรรคา สายเดียว เพื่อจะเริ่มเปิดให้ประชาชนและนักเรียนในถนนเจริญประเทศใช้ทันฉลองวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวาคม 2548 และจะทะยอยทำต่อเนื่องไปอีกจนครบ 3 เส้นทาง แต่เรื่องไปติดค้างที่รอง.ผกก.พงษ์พัฒน์.ทั้งๆที่รู้เรื่องเส้นทางจักรยานนำร่องซึ่งส่วนใหญ่มอบหมายให้สารวัตรหรือรองสารวัตรจราจรเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับเส้นทางจักรยานมาก่อนหน้านั้นมากว่า 2 ปี และก่อนมีมติเห็นชอบจาก อจร.จ.ชม. (เมื่อ 13 กันยายน 2547 ซึ่งท่านผู้ว่าฯสุวัฒน์ ตันติพัฒน์เข้าเป็นประธานที่ประชุมเอง) รอง.ผกก.พงษ์พัฒน์เองยังเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจพิจารณาเรื่องรายละเอียดของเส้นทางจักรยานและระบบจราจรที่เกี่ยวข้องโดยมีปลัดจังหวัดนายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดีเป็นประธานอีกด้วย ก่อนนำเสนอข้อสรุปเข้าสู่ที่ประชุม อจร.จ.ชม.  เมื่อเห็นว่านานผิดสังเกตุ ประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯ จึงตามเรื่องไปขอเข้าพบ ผู้ฯการจิรุจน์ที่กองบังคับการฯ ตอนใกล้ปลายเดือน และได้อธิบายเส้นทางจักรยานนำร่องพร้อมระบบจราจรกันจนท่านเข้าใจและเห็นด้วยในการประกาศเส้นทางจักรยาน แต่ขอให้มีการติดตามประเมินผลว่า..การใช้เส้นทางได้ผลดีจริงหรือไม่อย่างไรด้วย แล้วจึงโทรศัพท์ไปตามรอง.ผกก.จราจรพงษ์พัฒน์ มาพบที่กองบังคับการ เมื่อมาถึงแล้วผู้ฯการจิรุจน์ขอให้ รอง.ผกก.จราจร ร่างประกาศเส้นทางจักรยานมาให้ดูหน่อย  และถามว่า “สมพงษ์มีปัญหาอะไรไหม?”  รอง.ผกก.จราจร ตอบว่า “ไม่มี(ปัญหา)ครับ!” จากนั้นประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯจึงลากลับ เหลือแต่สองท่านพูดคุยอะไรกันต่อไป แล้วเรื่องประกาศเส้นทางจักรยานก็หายเงียบดังเป่าสากข้ามปี พ.ศ.2548
         ครั้นล่วงมาถึงเดือนสิงหาคม 2549 ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง โดยมีรองผู้ว่าฯธงชัย วงศ์เหรียญทองเป็นประธาน สมาชิกเครือข่ายชมรมจักรยานเข้าร่วมด้วย 4 คน ทางตำรวจจราจรได้ส่งสารวัตรยศ..พ.ต.ท.หน้าใหม่นายหนึ่งมาประชุมแทน สารวัตรท่านนี้แจ้งต่อที่ประชุมว่า “ท่านผู้ฯการรับเรื่องขอให้ออกประกาศเส้นทางจักรยานเมื่อเดือนมกราคม 2549 แต่ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมท่านผู้ฯการ.จึงไม่ออกประกาศเส้นทางฯ” ในตอนหนึ่งของการประชุม สารวัตรท่านนี้ได้ถามประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ได้ยินกันชัดทุกคนว่า “ถ้าผมขับรถเข้ามาในเมือง จะให้ผมจอดรถที่ไหน?” ที่ประชุมนี้ยังสรุปกันว่าทางเทศบาลนครเชียงใหม่พร้อมดำเนินการทาสีตีเส้นและปักป้ายเส้นทางจักรยานนำร่อง แต่ขอให้ตำรวจพิจารณาดำเนินการต่อไป หากทางตำรวจภูธรเชียงใหม่มีข้อสงสัย/ขัดข้องขอให้ประสานงานโดยตรงกับเทศบาลนครเชียงใหม่และชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการตัดสินใจ แต่ตำรวจจราจรหรือผู้ฯการก็ไม่เคยมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือแจ้งว่ามีข้อปัญหาใดๆเช่นเคย
         ประมาณเดือนกันยายน 2549 มีการเตรียมเปิดงานพืชสวนโลก จึงมีการประชุมเตรียมการจัดการจราจรสำหรับผู้มาเที่ยวงานพืชสวนโลกซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนมาก ประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯได้รับแจ้งให้ไปชี้แจงเกี่ยวกับข้อเสนอให้ประชาชนใช้จักรยานเข้างานพืชสวนโลกได้ ได้พบกับผู้ฯการจิรุจน์ พรหมโมบล ที่นั่นจึงได้ถามเรื่องการประกาศเส้นทางจักรยานว่าท่านพิจารณาติดขัดในเรื่องใด ท่านบอกว่า “ทำไมชมรมฯ ถึงขอมีเส้นทางจักรยานปั่นออกกำลังกายในเมืองล่ะ ที่ปั่นจักรยานออกกำลังกายที่เหมาะกว่าในเมืองมีอยู่มากมาย”  จึงเกิดเป็นคำถามกับพวกเราว่าขนาดผู้ฯการยังเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจเลอะเลือน.หรือเข้าใจผิดพลาดในเรื่องเส้นทางจักรยานเพื่อคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวจะได้ใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวัน ไปได้ถึงขนาดนี้ และหลังการปฏิวัติ 19 กันยายน ผู้ฯการจิรุจน์ก็ย้ายไปอยู่ลำปาง
         สำหรับเรื่องข้อขัดข้องในการออกประกาศเส้นทางจักรยานของผู้ฯการบรรฑป สุคนธมาน เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2550 นั้น เหตุผลต่างๆ จากการที่ประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯ ผอ.สำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 10 และคณะได้เข้าพบพูดคุยกับท่านนั้น ข่าวสารฯนี้ได้ลงเผยแพร่และมีบทวิเคราะห์ไปชัดเจนแล้ว เพียงแต่เรามีข้อสังเกตุว่าการยกเหตุผลเพื่ออ้างเป็นข้อขัดข้องนั้นมีลักษณะรีบร้อนมุบมิบแบบเอาง่ายๆ ท่านได้รับหนังสือจากผู้ว่าฯ ลงวันที่ 3 และตอบด้วยหนังสือลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ อ้างว่าได้ร่วมกับศูนย์การจราจรตำรวจภูธรเชียงใหม่..ซึ่งรอง.ผกก.จราจรก็เปลี่ยนใหม่..ออกตรวจตามเส้นทางที่จะทำเส้นทางจักรยาน ก่อนที่จะมีหนังสือตอบถึงผู้ว่าฯเสียด้วย แต่จริงๆท่านไม่ทราบหรอกว่า เราได้มีการนัดกับสารวัตรจราจรท่านหนึ่งซึ่งไม่รู้คำตอบถึงผู้ว่าฯของท่าน ได้ออกไปสำรวจเส้นทางจักรยานนำร่องนี้กับสมาชิกเครือข่ายชมรมจักรยานฯ 4 คน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ หลังจากที่ผู้ฯการตอบหนังสือผู้ว่าฯไปแล้วราวสองสัปดาห์ สิ่งที่ทำไปจึงไม่ค่อยโปร่งใส ต่างจากการประชุมหารือเรื่องเส้นทางจักรยานนำร่องที่ดำเนินการโดยผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายตลอดมา อย่างเปิดเผย ว่ามีเหตุผลหลักการ แนวคิดและความเป็นมาอย่างไร
         เราไม่รู้ว่าผู้ฯการตำรวจเชียงใหม่มีปัญหาในวิธีคิดของตนเองอย่างไร เกรงคนจะหาว่าขาดวิสัยทัศน์ก็อาจจะใช่เพราะเคยมีตำรวจทักท้วงรายงานประชุมทางจักรยานเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ว่าข้อความที่มีนั้นเหมือนกับบอกว่าตำรวจ(บางนาย)ไร้วิสัยทัศน์ หรือกลัวว่าถ้าทำทางจักรยานแล้วรถยนต์จะไม่มีที่จอดเหมือนที่ตำรวจบางคนชอบถามหรือถูกฝากมาถาม  หรือตำรวจรู้สึกว่าเสียศักดิ์ศรี ถ้าตำรวจยอมออกประกาศเส้นทางจักรยานซึ่งตำรวจไม่ได้ริเริ่มเอง บางท่านบอกว่าตำรวจกลัวโดนถูกฟ้องจากผู้เสียหายเมื่อออกประกาศเส้นทางจักรยานโดยไม่ยกตัวอย่างอะไรและจะพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะก็เกรงว่าจะถูกหาว่าคิดเอาแต่ตัวเองรอดเป็นหลักโดยไม่พิทักษ์ประชาชน หรืออยากแสดงว่าตำรวจมีอำนาจมากกว่า.อจร.จ.ชม. หรืออยากจะรักษาตนให้เกษียณได้โดยไม่ต้องไปรับผิดชอบอะไร เราไม่รู้ว่ามีความจริงอะไรที่ไม่สะดวกอ้างหรือนำมาหารือกัน อย่างที่อาจเรียกกันว่า “แอนอินคอนวีเนียนทรูธเกี่ยวกับการมีเส้นทางจักรยานในเชียงใหม่ (An inconvenient truth behind the issues of bike lane and cycling traffic.)”

 

LOGO GWF logo tcc logo rabn logo SSS