ตำรวจฯเชียงใหม่ยึดหลักอะไรในการคัดค้านเส้นทางจักรยาน

                         ตำรวจฯเชียงใหม่ ยึดหลักอะไรในการคัดค้านเส้นทางจักรยาน ???                                                                
                                         
.... นิรันดร  โพธิกานนท์

              เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2550 พวกเราจำนวน  10 คน จากชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯ ชมรมฯหิงห้อย  แม่โจ้-สันทราย และสหกรณ์เครดิตยูเนียนพระหฤทัย กับ ผอ.ชุมพล ฐิตยารักษ์ และวิศวกร จากสำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 10 ได้ ร่วมไปพบผู้บังคับการตำรวจภูธรเชียงใหม่ พล.ต.ต.บรรฑป  สุคนธมาน กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจำนวนหนึ่ง ณ กองบังคับการตำรวจภูธรเชียงใหม่ ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ เพื่อทำความเข้าใจกันเรื่องข้อเท็จจริงว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยตามที่ท่านผู้การอ้างว่าถนนในเส้นทางจักรยานลอยเคราะห์-ราชมรรคานั้นแคบเกินไปและยังให้จักรยานขี่สวนกลับได้ในถนนจราจรทางเดียว ขัดกับมาตรา 139 ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 และเรื่องการประกาศระเบียบการจอดรถที่นำไปสู่การยินยอมให้รถยนต์-จักรยานยนต์ จอดกีดขวางการสัญจรของจักรยานในช่องทางเฉพาะจักรยานได้ ในถนนสายวัฒนธรรมเชียงใหม่-สันกำแพงนอกเวลาเร่งด่วน จนทางเฉพาะจักรยานใกล้จะสิ้นสภาพไปแล้ว และที่สำคัญเราต้องการทราบว่าท่านผู้การของเชียงใหม่ เมืองหลวงลำดับสองของประเทศมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาระบบจราจรอย่างไร ???
            
หลังแนะนำตัวเรากันทุกคนแล้ว ผู้การก็เชิญเราชี้แจงอธิบายเหตุผล ข้อเท็จจริงต่างๆ ตามที่เราทำหนังสือขอเข้าพบ ซึ่ง ผอ. ชุมพลได้ขอเริ่มต้นพูดก่อนเพื่อให้มีการมองเห็นความ สำคัญของการใช้จักรยานที่ฝ่ายราชการควรจะเป็นผู้สนับสนุนและชี้นำประชา ชน รวมทั้งกล่าวยกตัวอย่างถึงความสำคัญของการใช้จักรยานเพื่อลดมลพิษและประหยัดพลังงานที่ใช้กันมากเพื่อการขนส่ง ด้วยการส่งเสริมการใช้จักรยาน โดยยกตัวอย่างในประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปหลายประเทศ และการไม่ทำให้คนเชียงใหม่หลงไหลกับค่านิยมในการอยากมีอยากใช้แต่รถยนต์ส่วนบุคคล และควรจะต้องมีการพัฒนาให้ระบบขนส่งสาธารณะเข้ามาให้บริการแทนการปล่อยให้ใช้แต่รถยนต์ส่วนบุคคล และเสนอว่าถนนควรจะใช้สำหรับการสัญจร..ไม่ใช่สำหรับเป็นที่จอดรถยนต์อีกต่อไป  เมื่อ ผอ.ชุมพลกล่าวจบแล้ว ผู้การได้กล่าวความเห็นโต้แย้งว่า ท่านไม่เชื่อว่าคนเชียง ใหม่จะใช้จักรยานเพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่างว่าขนาดเมืองจีน(ไม่ได้ระบุว่าที่ไหน)ที่ผู้การได้ไปเห็นมา กลับมีการใช้รถยนต์เพิ่มมากขึ้น การใช้รถจักรยานแบบเมื่อก่อนแทบจะไม่เห็นกันแล้ว(พวกเราก็ไปเมืองจีนกันหลายคน) และเมืองไทยก็ยังไม่พัฒนาที่คนจะขี่จักรยานกันเหมือนในยุโรป  และย้ำว่าคนเชียงใหม่ยังไม่พัฒนาแน่นอน ขนาดหมวกกันน๊อคที่กฎหมายบังคับให้สวมป้องกันหัวตัวเอง ยังไม่สวมกันเลย  ส่วนในเรื่องการประหยัดพลังงานนั้น ผู้การเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องดี ที่ลำปางก่อนมาเชียงใหม่และที่เชียงใหม่ก็ให้เปิดแอร์ประหยัดพลังงานเฉพาะตอนบ่ายวันจันทร์เพียงวันเดียวเท่านั้นเป็นตัวอย่าง และเมื่อปีที่แล้วตำรวจภูธรเชียงใหม่ก็ได้รับรางวัลเป็นตัวอย่างในการประหยัดพลังงาน  เราเริ่มเห็นกันว่าการแย้งกันเริ่มที่จะไปนอกประเด็น !
             
จากนั้น ผมก็ได้พูดอธิบายเป็นลำดับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในด้านความแคบของถนนในเส้น ทางจักรยาน(ดูข่าวสารฯมีค.50) หรือการที่ให้ขี่จักรยานสวนกลับมาได้ว่า เป็นระบบจราจรปกติของจำนวนถนนร้อยละ 99 ของจำนวนถนนทั้งหมดในประเทศไทย อย่างที่ได้อธิบายไว้ในข่าว สารฯมีค.50แล้ว ซึ่งมันต่างจากการขับขี่ย้อนศรที่ตำรวจมักจะชูเป็นประ เด็นโต้แย้ง  เมื่อผมจบการอธิบายแล้ว ผู้การขอแย้งว่าการให้จักรยานขี่สวนกลับได้มันผิดไปจากถนนทางเดียวอื่นๆในประเทศไทย จะให้เกิดที่เชียงใหม่แห่งเดียวเป็นพิเศษได้อย่างไรกัน ท่านยอมไม่ได้ เพราะกฎหมายควรบังคับใช้เหมือนกันหมดทั่วประเทศ  ผมจึงยกตัวอย่างอธิบายว่า มาตรา 139 เป็นมาตราที่ให้เจ้าพนักงานจราจรใช้วิสัยทัศน์ประกอบการพิจารณาว่า  สิ่งใดที่ดีและเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เจ้าพนักงานก็ออกประกาศสั่งให้เป็นไปตามที่เห็นควรได้ เช่นในเชียงใหม่ ได้ประกาศให้ถนนช้างม่อยตัดใหม่(เลียบขนานวัดแสนฝาง)ใช้จราจรสวนขวาอยู่ในขณะนี้และไม่ได้มีทั่วไปในประเทศไทย  และในกรุงเทพฯย่านลาดพร้าวตำรวจก็ยังแบ่งเลนให้รถที่ออกจากถนนลาดพร้าววิ่งในเลนวิ่งเข้าลาดพร้าวเพิ่มเป็นพิเศษอีกหนึ่งเลนได้ ซึ่งไม่ใช่จราจรปกติทั่วไปแต่ช่วยระบายจราจรในเวลาเร่งด่วนได้  ดังนั้นในเส้นทางจักรยานของเราก็ควรออกประกาศกำหนดให้จักรยานวิ่งสวนกลับได้ เพื่อตำรวจสามารถดูแลให้คนขี่จักรยานปลอดภัยได้ ด้วยการกำหนดให้เป็นสิทธิ์ของผู้ใช้จักรยานและมีป้ายเครื่องหมายจราจรรองรับโดยทาสีตีเส้นในช่วงถนนที่กำหนดให้เป็นทางเฉพาะจักรยานซึ่งตำรวจไม่ต้องดูแลปัญหาการจอดรถกีดขวางทางจักรยานตามที่เคยมีปัญหามาแล้ว และมีภาพจักรยานพร้อมลูกศรสองทิศทางบนผิวถนนในช่วงที่เป็นถนนจักรยาน  ควบกับกำหนดความเร็วของรถให้วิ่งช้าลงเพื่อให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทราบการเป็นเส้นทางจักรยานและดูแลผู้ใช้จักรยานให้ปลอดภัยด้วยความมั่นใจ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ดีในการพิทักษ์สันติราษฎร์
             
เมื่อเราชี้แจงถึงจุดนี้แล้ว ผู้การได้เปลี่ยนแนวโต้แย้งไปว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่า การให้จักรยานขับขี่สวนทางได้จะได้รับการยอมรับจากผู้ใช้รถอื่นๆ และจะมีคนมาใช้จักรยานกันมากไหม  ซึ่งผมอธิบายว่าเราไม่ทราบว่าผู้ใช้รถอื่นๆจะเห็นด้วยหรือไม่หากเราไม่ทดลองใช้ และผลการวิจัยต่างๆก็บอกเราว่าจะมีผู้หันมาใช้จักรยานกันในระดับปานกลางถึงสูง...ถ้ามีทางจักรยานที่คนมั่นใจว่าปลอดภัย หากเราไม่เริ่มทดลองดูก็จะไม่เห็น ปรากฏการณ์ นี้ และที่ประชุม อจร.จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีองค์ประกอบจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆหลายองค์กร และมีตำรวจจราจรร่วมด้วยก็ทราบอยู่แล้ว คงเหลืออยู่เพียงตำรวจภูธรเชียงใหม่องค์กรเดียวในขณะนี้ที่พยายามยกเหตุผลคัดค้านซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่านั้น จากนั้นท่านผู้การมีอีกประเด็นเดียวที่ยังคงพยายามโต้แย้งตามวิสัยทัศน์ของท่านว่า การที่จะให้แต่เฉพาะกลุ่มผู้ใช้จักรยานขี่สวนกลับได้นั้น ท่านเห็นว่าเป็นการให้อภิสิทธิ์เฉพาะกลุ่มเกินไป  ทำไมจะต้องได้อภิสิทธิ์นี้ด้วย(เราได้อธิบายไว้ชัดแล้วในข่าวสารฯมีค.50)    การพูดคุยอธิบายโต้แย้งกันที่เหลือต่อไปก็เป็นเรื่องวนไปวนมาและก็ซ้ำๆอยู่ในประเด็นและเหตุผลเดิม  จนพวกเราเริ่มจะงงกันว่าท่านอ้างข้อกฎหมายเป็นหลักหรืออะไรเป็นหลักในการคัดค้านเส้นทางจักรยานฯ  ผมจึงขอเปลี่ยนไปยังประเด็นที่ 2 คือ ปัญหาการห้ามจอดรถยนต์กีดขวางทางจักรยานในถนนสายเชียงใหม่-สันกำแพงเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน จนกลาย เป็นว่า การประกาศนั้นคือ การอนุญาตให้รถยนต์จอดกีดขวางทางจักรยานได้เกือบทั้งวันโดยอัต โนมัติ  ทำให้คนใช้จักรยานไม่มั่นใจในความปลอดภัย(เมื่อแซงรถที่จอด) ที่จะขับขี่จักรยานในชีวิตประจำวันอีกต่อไป  นักท่องเที่ยวที่ใช้จักรยานก็งุนงงว่ามันเป็นช่องทางจักรยานจริงหรือ จึงเป็นประกาศที่ไม่ถูกต้อง..เป็นการออกประกาศระเบียบการจอดรถที่ขัดกับวัตถุประสงค์หลักในการทำเส้นทางสายนี้  และตำรวจมีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นจริงหรือ  คำอธิบายของทีมงานจราจรเรื่องนี้กลับไม่อธิบายโดยยึดหลักของกฎหมายเหมือนที่ผู้การยึดในตอนต้น แต่อ้างว่าถ้าห้ามรถจอดในช่องทางจักรยานคนก็จะด่าตำรวจจราจร   ผมได้ขอให้ท่านผู้การพิจารณาเรื่องนี้โดยอย่าเลือกปฏิบัติ  ครั้งนี้เราได้เสนอแนะวิธีให้รถอื่นๆจอดนอกช่องทางจักรยานไว้สองแนวทาง คือในช่วงที่มีต้นฉำฉาคั่น เราเสนอให้รถจอดตามแนวต้นไม้และควรดูแลให้เป็นไปตามนั้น  ส่วนในช่วงที่ไม่มีแนวต้นไม้คั่น  ก็ควรให้จอดนอกทางจักรยานแบบสลับวันเหมือนถนนในเมืองบางสายซึ่งตำรวจใช้อยู่แล้ว และร่วมกันนำรถของตำรวจ,
ทางการและของพวกเราติดป้ายแนะนำวิธีจอด ไปจอดสาธิตให้ประชาชนเห็นเป็นแบบอย่างสักระยะหนึ่ง โดยไม่มีคำตอบรับใดๆในข้อเสนอแนะนี้  ข้อโต้แย้งของตำรวจฯเชียงใหม่ในเรื่องเหล่านี้ ส่อให้สังเกตได้ว่าเป็นไปตามอำเภอใจ ถ้าใช้อะไรเป็นข้อโต้แย้งได้ก็จะใช้  แต่ถ้าโต้แย้งไม่ขึ้นก็จะเพิ่มประเด็นโต้แย้งใหม่ไปเรื่อยๆ  ก่อนเลิกการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันครั้งนี้ ผมได้ขอให้ท่านผู้การนำข้อมูลและคำอธิบายต่างๆจากพวกเราไปกรุณาทบทวนและช่วยให้คำตอบด้วยว่าในที่สุดท่านจะตัดสินใจเอาอย่างไรอีกครั้งหนึ่ง  ท่านได้กล่าวแสดงความรู้สึกว่า การที่ฝ่ายอื่นๆเห็นชอบกันแล้วและท่านเป็นคนสุดท้ายที่จะไม่เห็นด้วยมันเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยยุติธรรมต่อท่าน
             
อย่างไรก็ตาม พวกเราขอบคุณที่ท่านให้โอกาสเราเข้าพบ ท่านได้กล่าวในตอนหนึ่งว่าถ้าท่านไม่ให้เราพบ เรื่องก็จะจบตามที่มีหนังสือแจ้งไป  ซึ่งเราได้บอกท่านตั้งแต่ต้นว่า มันเป็นโอกาสทั้งของท่าน ตำรวจภูธรเชียงใหม่ และของทุกฝ่ายในเชียงใหม่   ผมลืมเรียนท่านว่า อจร.จ.เชียงใหม่ไม่ได้ให้ท่านรับผิดชอบฝ่ายเดียว แต่จะมีเทศบาลนครเชียงใหม่และพวกเราเครือข่ายชมรมจักรยานเชียงใหม่ร่วมรับผิดชอบต่อคนเชียงใหม่ทุกฝ่าย  เราไม่ปล่อยให้ท่านแบกภาระนี้ที่จะถูกด่าตามที่ท่านเกรง (ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ ??) เพียงฝ่ายเดียวแน่นอน  เราจะต้องร่วมชี้แจงอธิบายต่อคนอื่นๆ เพื่อช่วยท่านแน่นอนทั้งทางวิทยุและทีวีหรือผ่านสื่อมวลชน พวกเราใช้กันทั้งรถยนต์และจักรยานจริง..เราเข้าใจดีครับ.

 

 

LOGO GWF logo tcc logo rabn logo SSS