การจัดการจราจรและขนส่งเพื่อลดมลพิษ-และประหยัดพลังงาน

.... นิรันดร โพธิกานนท์

           เมืองเชียงใหม่ของเราเป็นที่กล่าวขวัญใน กทม.และหลายจังหวัดว่าเป็นเมืองที่รถติด-มลพิษมาก..รองจากกรุงเทพฯ แต่อยู่ในสถานะที่เรา(อจร.จ.เชียงใหม่) ยังพอแก้ไขได้ถ้ายังมุ่งมั่นคิดทำกันจริงๆจังๆ ในช่วงปีนี้ปีหน้า..แนวโน้มราคาน้ำมันทุกชนิดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันในบ้านเราจะลดลงไปบ้างเป็นบางช่วง..ซึ่งทำให้ความตระหนักต่อการประหยัดพลังงานอ่อนตัวตามลงไปด้วย แต่ระยะยาวราคาน้ำมันจะขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เพราะความต้องการน้ำมันทั่วโลกมีแต่จะเพิ่มขึ้น(มีผู้วิเคราะห์ว่าอีกราว 30-40 ปีน้ำมันและก๊าซจากซากฟอสซิลจะหมดแล้ว) แต่รถเครื่องยนต์ในบ้านเราในปีต่อๆไปคงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่มีวันหยุด ขณะนี้เราสังเกตุได้จากการที่รถติดนานขึ้น อืดหรือชะลอตัวยาวนานขึ้น มีรถยนต์จอดตามแนวถนนฟากเดียวหรือทั้งสองฟากเต็มไปหมด ขณะนี้ในเมืองเชียงใหม่มีการจอดรถยนต์ลามเข้าไปในซอยที่กำหนดให้วิ่งทางเดียวเพิ่มขึ้นทุกวันและเหลือทางให้วิ่งน้อยลง ทำให้เราต้องนึกถึงการจัดการจราจรและการขนส่งที่ช่วยลดมลพิษ-ประหยัดพลังงานควบคู่กับความมีวินัยจราจรอย่างจริงจัง โดยหลักการและแนวทางหรือมาตรการต่างๆ ดังนี้
1. หลักการในระยะสั้น ที่ใช้แนวทางต่างๆช่วยจัดการได้แก่
   
1)
ไม่บังคับให้คนต้องขับขี่อ้อมวนเกินความจำเป็นในถนนบางสาย หรือบางพื้นที่
    
2)
ทำให้ปริมาณรถเครื่องยนต์วิ่งผ่านบางพื้นที่หรือที่ติดไฟจราจรน้อยลงกว่าเดิม(จำกัดรถยนต์ที่ขับขี่คนเดียว หรือรถบางชนิดไม่ให้ผ่านบางพื้นที่นั้นในบางช่วงเวลา หรือเปิดยูเทิร์นที่ปิดกั้นคนไร้วินัยแต่กลายเป็นลงโทษคนที่ขับรถดีส่วนใหญ่)
   
3)
ให้คนเชียงใหม่ที่สัญจรไปทางเดียวกันในชีวิตประจำวันสามารถใช้รถร่วมกัน(เช่นรถประจำทางสาธารณะที่ทำให้คนเดินทางถึงที่หมายทันเวลาในราคายุติธรรมโดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง)แทนได้มากขึ้นโดยเร็ว
   
4)
มีทางจักรยาน-ถนนจักรยานและระบบจราจรที่ส่งเสริมการเดินทางลัด ให้สะดวกปลอดภัยด้วยการใช้จักรยาน(รอการประชาสัมพันธ์และดำเนินการจากเทศบาลนครเชียงใหม่)
2.
หลักการในระยะยาว(มีความสลับซับซ้อนและต้องใช้เวลาศึกษาว่าจะเลือกใช้อะไร จะลงทุน   และคุ้มทุนเชิงเปรียบเทียบอย่างไร)
   
1)
ใช้รถรางไฟฟ้าบนดินหรือรถโดยสารด่วนประจำทาง พร้อมเครือข่ายระบบเดินทางให้คนเดินทางต่อเนื่องไป-กลับถึงที่หมายทั่วเมือง(ยังไม่มีการเริ่มต้นศึกษาความเป็นไปได้)
   
2)
การใช้รถไฟเป็นรถประจำทางระหว่างเชียงใหม่-ลำพูน..พร้อมเครือข่ายระบบเดินทางให้คนเดินทางต่อเนื่องไป-กลับถึงที่หมายทั่วเมือง
    
3)
มีสถานีรถโดยสารระหว่างเมืองหรือจังหวัดและสนามบินที่ตั้งอยู่นอกตัวเมืองที่เหมาะสมกว่าปัจจุบัน
   
4)
ทำให้มีโรงเรียนที่มีมาตรฐานการศึกษาดี ตั้งกระจายอยู่ในเขตพื้นที่รอบเมืองเชียงใหม่เพื่อลดการหลั่งไหลเข้ามาเรียนในตัวเมืองเกินความจำเป็นอย่างในขณะนี้
   
5)
มีรถไฟฟ้าใต้ดินและเก็บค่าโดยสารซึ่งคนเชียงใหม่สามารถรับภาระได้ เพื่อช่วยลดปริมาณการจราจรผิวดินในอนาคตยาวไกล
         
ในฉบับนี้จะขอชี้ให้เห็นตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งมีผู้ใช้รถใช้ถนนเสนอแนะมาและชมรมจักรยานวันอาทิตย์ได้พิจารณาเห็นว่าเป็นแนวทางเสนอแนะซึ่งควรทดลองดูผลได้ในระยะเวลาสั้น หากไม่มีผลกระทบใดๆและคนเชียงใหม่เห็นด้วย ก็คงไว้ต่อไปดังนี้
          
เมื่อบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม 2548 ชมรมจักรยานวันอาทิตย์เชียงใหม่ได้เสนอในที่ประชุม อจร.จ.เชียงใหม่ ณ ตึกอำนวยการศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพิจารณาให้รถเก๋ง รถตู้ รถปิกอั้พ รถตุ๊กๆ รถจักรยานยนต์ สามารถเลี้ยววนขวาออกจากถนนมูลเมือง(ถนนคูเวียงรอบใน)เข้าสู่ถนนคชสาร ณ ช่องเข้า-ออกด้านทิศใต้ของข่วงฯ(ด้านที่มีตู้ยามตำรวจตั้งอยู่)ได้ ในช่วงเวลา 9-15 น.และ 18-06 น. เพื่อไม่ต้องบังคับให้รถเครื่องยนต์ส่วนหนึ่งต้องวิ่งอ้อมผ่านด้านหลังข่วงไปวนออกที่สะพานสี่แยกสมเพชรมาผ่านหน้าโรงแรมเดอะริดเจสต์กับโรงเรียนเทศบาลวัดดอกเงิน และต้องวนไปผ่านหน้าข่วงอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะไปถนนลอยเคราะห์ เราเห็นว่ารถส่วนนี้ถูกบังคับให้อ้อมวนมาด้านหลังและด้านหน้าของข่วงประตูท่าแพถึงสองครั้งในช่วงนอกและในเวลาเร่งด่วนโดยไม่จำเป็น เราควรจะลดการวิ่งอ้อมวนเพื่อช่วยให้คนเชียงใหม่สามารถประหยัดพลังงานนอกเวลาเร่งด่วนได้เป็นเวลาถึง 18 ชม./วัน
           
ปัจจุบันช่องเข้า-ออกด้านทิศใต้ของข่วงฯนี้ ปิดไม่ให้รถวนออกไปตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดการจราจรติดขัดหน้าข่วงประตูท่าแพในชั่วโมงเร่งด่วน(6-9 น.กับ 15-18 น.) มีผู้ร่วมประชุมอธิบายว่าเคยมีการทดลองทุกอย่างมานานแล้วก็ว่าได้ ในทำนองต่อไปนี้
           
1)
เคยทดลองให้รถวนออกจากถนนมูลเมือง(ในคูเวียง) ณ ช่องเข้า-ออกด้านทิศใต้ของข่วงประตูท่าแพได้ในชั่วโมงเร่งด่วน สวนกับรถที่วนเข้าคูเวียง พบว่ารถที่วนออกได้ในชั่วโมงเร่งด่วนทำให้รถจากด้านหน้าข่วงประตูท่าแพชะลอตัวมากยิ่งขึ้น จนต้องห้ามวนออกอย่างปัจจุบัน
           
2)
ได้ทดลองให้รถที่มาจากถนนท่าแพและต้องการเลี้ยวเข้าคูเมือง ต้องเลยตรงไปเลี้ยวเข้าถนนมูลเมือง ณ ช่องเข้าคูเวียงสี่แยกถนนลอยเคราะห์ แทนการเลี้ยวเข้า ณ ช่องเข้า-ออกด้านทิศใต้ของข่วงประตูท่าแพ เพื่อลดการตัดกระแสจราจรบริเวณหน้าข่วงประตูท่าแพ โดยทดลองให้รถจากในคูเวียงวนออกได้ 24 ชั่วโมงหรือห้ามวนออกในชั่วโมงเร่งด่วน พบว่าการจราจรก็ยังติดขัด เนื่องจากจุดสับสนจากการตัดกระแสจราจรได้ย้ายจากหน้าข่วงไปอยู่ในถนนคชสารซึ่งแคบกว่าบริเวณหน้าข่วงฯ รถบางส่วนจากถนนท่าแพยังคงลักไก่เลี้ยวเข้าคูเวียง ณ ช่องเข้า-ออกทิศใต้ของข่วงเช่นเดิม และจุดตัดกระแสจราจรกลับเพิ่มเป็น 2 จุด
            
3) ด้ทดลองทำแนวกั้นบังคับช่องทางเดินรถหน้าข่วงประตูท่าแพ เพื่อให้รถที่มาจากถนนท่าแพและต้องการเลี้ยวเข้าคูเมือง ต้องตรงไปเลี้ยวเข้าคูเวียง ณ ช่องเข้าคูเวียง ที่สี่แยกถนนลอยเคราะห์โดยลักไก่ตามข้อ 2) ยากขึ้น แต่ปัญหาก็คงเหมือนที่เป็นตามข้อ 2) ในที่สุดก็รื้อแนวกั้นบังคับดังกล่าวออก ปล่อยให้การจราจรเป็นไปอย่างปัจจุบัน
           
สรุป : ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯเสนอให้ทดลองเปิดให้รถขนาดเล็กทุกชนิด วนออกได้ ณ ช่องเข้า-ออก ด้านทิศใต้ของข่วงประตูท่าแพนอกเวลาเร่งด่วน เพื่อให้คนเชียงใหม่ได้ช่วยกันลดมลพิษและประหยัดพลังงานวันละ 18 ชม. ข้อคัดค้านคือ เกรงว่าคนเชียงใหม่จะสับสนกับการห้ามรถออก ณ ช่องเข้า-ออกนี้ในเวลาเร่งด่วน การลงมติ :ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ส่วนน้อย ไม่แสดงความเห็นจำนวนมาก ผลของมติ อจร.คือ ไม่มีการทดลองใดๆ !!!@@@@@@@@@@@@

 

LOGO GWF logo tcc logo rabn logo SSS